
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา ได้เขียน บทความ ทางโซเชียล ไลน์ มีเนื้อหาระบุว่า เล่าสู่กันฟัง…..! อีกครั้ง โครงการ “ หมู่บ้านนี้ ไม่มีโควิด-19” โครงการดีดีที่ควรนำไปขยายผล ปัญหาโควิด-19 ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงสูงขึ้นนั้น ผมเชื่อว่า ผู้มีหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งรัดแก้ไขกันอย่างเต็มที่ เพียงแต่อาจยังไม่ทันใจ จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กันโดยเฉพาะวัคซีน mRNA หรือแม้แต่ ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) กับ ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรพื้นบ้านเราที่จะนำมารักษาก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องปลายเหตุและควบคุมยาก
ส่วนตัวผมนั้นยังเห็นว่า ทุกมาตรการก็มีความสำคัญที่ต้องเร่งรัดดำเนินการต่อไป แต่การ “ป้องกัน” ไม่ให้มันเกิดขึ้นสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นการแก้ที่ต้นเหตุและควบคุมได้ง่ายกว่า ความสำคัญของการ “ป้องกัน” นั้น ล้นเกล้า ร.5 ทรงมีพระบรมราโชวาท ไว้ตอนหนึ่งว่า “…การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ เป็นแต่นับว่า ผู้นั้นได้กระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์ของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เย็นเป็นสุขพอสมควร…”
การ “ป้องกัน” จึงเป็นสิ่งที่ผม และตำรวจทุกคนน้อมนำมาเป็นหลักในการทำงาน ทั้งนี้เพราะ ถ้าไม่มีการ “ป้องกัน” ที่ดีปล่อยให้มันเกิดขึ้น แม้จะจับตัวคนร้ายได้แต่ความสูญเสียมันเกิดขึ้นกับเหยื่อแล้ว ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีกการ “ป้องกัน” จึงเป็นสิ่งที่ผมเน้นย้ำมาตลอด ตั้งแต่ผมทำงานระดับสถานี – กองบัญชาการ ผมจึงได้พยายามคิดจัดทำโครงการ ”ป้องกัน”เหตุต่าง ๆ เช่น “ท่านไม่ล็อค เราล็อคให้” เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ, “เมนูเตือนภัย” เพื่อป้องกันการทุบกระจกรถโจรกรรมทรัพย์สินในรถ, “สุขานครบาล เพื่อ ปชช.” เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดเพศให้ห้องน้ำ “สั่งไม่ฟ้องเป็น 0” เพื่อป้องกันการค้าสำนวนช่วยผู้กระทำผิด , “ทำจราจรวันนี้ ให้ดีกว่าเมื่อวาน” เพื่อแก้ปัญหารถติดสะสมในถนน 21 สายใน กทม. และ ”บ้านสีขาว” เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด เป็นต้น
อย่างไรก็ดีแนวคิดในการ “ป้องกัน” โควิด-19 นั้น “หัวใจ” ของความสำเร็จมันอยู่ที่ “ผู้นำ” ในการขับเคลื่อน ผมเองในฐานะเคยร่วมทำงานทั้งในภูธร และนครบาลมาก่อน ด้วยความเคารพ ผมยังเห็นว่า “ผู้นำ” ในการขับเคลื่อนที่ดีที่สุด คือ “ผวจ.”เพราะท่านเปรียบเสมือนเป็นพ่อเมือง เป็น CEO จังหวัด มีอำนาจตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจาก “นรม.” กระทรวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตจังหวัด ตาม ม.54 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นอกจากนี้ยังเป็นผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัด มีอำนาจตาม พ.ร.ก ฉุกเฉินฯและ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯในจังหวัด อีกด้วย
ส่วนใน กทม. นั้นก็มี ผว.กทม และมี ผอ.เขต อีก 50 เขตดูแลปัญหาในพื้นที่ ก็มีอำนาจใกล้เคียงกัน จึงน่าจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามบังเอิญเมื่อวานผมได้อ่านพบข่าวว่า ที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ นายพิศาล เค้ากล้า นายอำเภอ ได้ทำพิธีมอบธงสีฟ้าให้กับผู้นำชุมชนที่ร่วมใจกัน “ป้องกัน” โควิดตามโครงการ “หมู่บ้านนี้ ไม่มีโควิด-19” ผมเห็นว่าน่าสนใจเพราะมันเป็นการแก้ไขโควิด-19 ที่ตรงจุด และตรงกับใจผม จึงได้ติดต่อกับท่านนายอำเภอ เพื่อจะขอแสดงความชื่นชม แต่ได้รับแจ้งจากท่าน นายอำเภอ ว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของ นายสุวพงษ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งต่อมาผมก็ได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งท่านได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติม สรุปได้ว่า
“โครงการนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ขณะนี้มีความคืบหน้าไปกว่า 80% ความสำเร็จของโครงการเกิดจากท่าน ผวจ. เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเองโดยมีส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และ ปชช. ในพื้นที่มีส่วนร่วมด้วยช่วยกันกำหนดมาตรการป้องกันในพื้นที่ของตนเองอย่างเข้มข้น จนเกิดผลสำเร็จหมู่บ้านไม่มีโควิด-19 ทางจังหวัดจึงได้มอบธงสีฟ้าให้เป็นสัญลักษณ์ หมู่บ้านนี้ไม่มี โควิด-19 ตามที่เป็นข่าว”
เรื่องสีธงนั้นผมได้ทราบมาว่าเดิมจังหวัดจะมอบเป็นธงสีแดง เหลือง เขียว ตามสถานการณ์ที่เกิด แต่ได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลให้ใช้สีฟ้าครั้งเดียวเลยก็ได้ (crown) ก็ต้องขอชื่นชมผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต่อไปจังหวัดสุรินทร์จะทำให้ครบทุกหมู่บ้าน ก็จะเป็น ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ไม่มีโควิด-19 ได้ในที่สุด” น่าดีใจแทนคนสุรินทร์ จริง ๆ (hug) และหากนำโครงการนี้ไปขยายผลในจังหวัดอื่น ๆ อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่ามันจะช่วยลดการติดเชื้อให้น้อยลงหรือหมดไปได้ในที่สุดเช่นกันครับ
ที่เล่าให้ฟังมานี้เพื่อย้ำให้เห็นว่าการ”ป้องกัน”ที่ดีจะมีชัยไปกว่าครึ่ง และไม่เกิดการสูญเสียอีกด้วยแต่“หัวใจ”ของความสำเร็จอยู่ที่ “ผู้นำ”ในการขับเคลื่อน ซึ่งก็คงไม่พ้น “ผวจ.” เพราะท่านเป็น”พ่อเมือง” มีทั้งอำนาจและบารมีสูงสุดในจังหวัด ก็คงต้องให้กำลังใจท่าน “ผวจ.”และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ช่วยกันเร่งรัดแก้ไขปัญหานี้จนสำเร็จ เพื่อนำความผาสุขกลับคืนมาสู่บ้านเราต่อไป
# ป้องกันดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
# ตระหนัก อย่าตระหนก
# อีกไม่นานประเทศไทยต้องชน ด้วยความปรารถนาดีจากใจ
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร
5 ส.ค. 2564 “บทความดังกล่าว ระบุ”

