ห้วงเวลานี้มีหลายสถานการณ์ทางการเมืองที่สามารถเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลให้สั่นไหวได้ แม้รัฐบาลจะมีฐานค้ำยันที่แข็งแกร่งทั้งกลุ่มผู้กุมอำนาจ กลุ่มทุนผูกขาด องค์กรอิสระ สส.และสว. ก็ตาม เพราะบางสถานการณ์พร้อมที่จะปะทุเพียงแค่สะกิดเบาๆ แม้จะล้มรัฐบาลไม่ได้ สามารถทำให้รัฐบาลที่ความเชื่อถือถดถอยอยู่แล้วยิ่งถดถอยลงไปอีก เพราะเน้นจัดการปัญหาแบบปัดให้พ้นตัวไว้ก่อน บางปัญหากวาดซุกไว้ใต้พรม

หากไล่เรียงปัญหาที่กัดเกราะเสถียรภาพรัฐบาล เริ่มตั้งแก๊งพนันออนไลน์ ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แฉว่าวิ่งเต้นติดสินบนเดือนละ 40 ล้านบาทแลกกับการไม่จับกุม ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 มาถึงอนุทิน 2 ยังเป็นแค่คำคุยที่สังคมคาใจ
ยิ่งผูกโยงไปถึง น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าสามีมีหุ้นธุรกิจพนันออนไลน์ สังคมคลางแคลงใจหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะช่วงที่ น.ส.สุชาดา นั่งตำแหน่งเลขาฯรัฐมนตรีไชยชนก ตั้งโต๊ะแถลงผลงานว่าเปิดเว็บพนันฯกว่า 9 แสนเว็บฯ มีการตั้งคำถามกลับไปว่าเว็บพนันฯของสามี น.ส.สุชาดา ทำไมไม่ถูกปิด
ตามด้วยประเด็นไอ้โม่งกักตุนน้ำมันช่วงสงครามอิหร่าน-อเมริกา จนน้ำมันขาดตลาดแล้วกลับมาขึ้นราคารวดเดียว 6 บาท ประเด็นทุจริตสอบบรรจุข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น จับกุมแค่ปลาซิวปลาสร้อยแถมลอยนวลเพราะทำสำนวนไม่ทัน ประเด็นคดีฮั้วส.ว.แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวว่าพัวพันรอดทุกคน
ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ออกระเบียบจำกัดบทบาทการทำงานของประธานคณะกรรมาธิการฯ 35 คณะ เน้นให้ใช้มติที่ประชุมเป็นหลักทั้งกำหนดเรื่องสอบสวน เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง จนฝ่ายค้านออกมาคัดค้านพร้อมวิจารณ์อย่างหนักว่าสภาฯเป็นลูกไล่ของรัฐบาล ระบอบสีน้ำเงินกินรวบ
รวมถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติ 5:2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอำนาจศาลฎีกาในการทบทวนมติกกต.เรื่องคุณสมบัติส.ว.ที่กกต.เคยประกาศรับรองไปแล้ว ขอให้ประกาศรับรองของกกต.ถือเป็นที่สิ้นสุด มีการวิเคราะห์ว่าสาเหตุกรณีศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของผู้สมัคร ส.ว.ที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. 3 คดี
ทุกประเด็นที่ยกมาประชาชนต่างเคลือบแคลงและคาใจ รวมถึงประเด็นบริหารจัดการอุทกภัยที่ค่อนข้างล้มเหลว ประเด็นปล่อยให้ไทยเป็นถังขยะสารพิษของโลกและประเด็นค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น
ถ้าม็อบมัดรวมกันทุกประเด็นพร้อมสื่อสารให้ประชาชนเห็นหน้าเบื้องหลังมากขึ้น สามารถดึงมวลชนเข้าร่วมเรือนหมื่นเรือนแสนได้ไม่ยาก
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของนายมโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง กระบี่ ภายใต้ชื่อแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน(นปผ.)เชิญชวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าครองชีพ ด้วยการระดมรถกระบะ 1,000 คัน แสดงพลังหน้าทำเนียบรัฐบาล เริ่ม 5 พฤศจิกายน ควนหนองหงส์ อ.ชะอวด นครศรีธรรมราช 6 พฤศจิกายน โคอ๊อฟ สุราษฎร์ธานี เปิดเวทีปราศรัย พักค้างคืน 7 พฤศจิกายน เดินทางมุ่งหน้าเปิดเวที สวนสาธารณะชะอำ จ.เพชรบุรี เวลา เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน มุ่งหน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
กำนันมโนบอกแนวร่วมว่าเติมน้ำมันรถพอถึงกรุงเทพฯ หากน้ำมันไม่ลด 10บาท/ลิตร จะจอดรถไว้หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเงื่อนไขที่นปผ.เคลื่อนไหวโดนใจชาวบ้านทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ถ้ากำนันมโนและทีมงานจัดการกระบวนการเคลื่อนไหวดีๆมีกลยุทธ์ สามารถยืนระยะได้พร้อมนำเสนอข้อบกพร่องการเลือกปฏิบัติของรัฐบาลได้อย่างกระจ่าง อาจจะได้เห็นคนระดับกลางหรือวัยทำงานอายุ 30ขึ้นไปในกรุงเทพฯและปริมณฑล ไม่ปลื้มรัฐบาลที่บริหารล้มเหลวและรวบอำนาจ เข้าร่วมม็อบเย็นไปเช้ากลับแบบม็อบพฤษภา 2535 เรียกติดปากว่าม็อบมือถือ มีขวดน้ำพลาสติกเคาะส่งเสียงเป็นสัญลักษณ์
อีกกลุ่มหนึ่งมองข้ามไม่ได้และมีโอกาสบุกทำเนียบฯ ร่วมสมทบนั่นคือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากกากสารพิษและภัยน้ำท่วมแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ใน พื้นที่ ปราจีนบุรี ระยอง ฉะเชิงเทราและชลบุรี ที่รัฐบาลยังไม่มีปัญญาจบปัญหาได้เลย
แม้ม็อบนปผ.จะถูกมองว่าจุดไม่ติด ไม่สามารถโค่นรัฐบาลได้เหมือนม็อบมีเส้นแบบพันธมิตรฯและกปปส. แต่ถ้าแกนนำนปผ.สามารถกุมสภาพยืนระยะได้ผสมกับคนระดับกลางในกรุงเทพฯและปริมณฑลเข้าร่วม จนกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาตามที่เรียกร้องได้ถือว่าชนะแล้ว !!!


