กมธ.พัฒนาการเมืองฯ รับฟังข้อกังวลแก้กฎหมาย 4 กองทุน ภาคประชาชน-นักวิชาการ ค้านยกเลิกภาษีจัดสรรเฉพาะ

ผู้บริหารไทยพีบีเอส นักวิชาการ องค์กรสื่อ และภาคประชาชน ร่วมชี้แจงต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ห่วงการเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีอาจเปิดช่องให้การเมืองมีอิทธิพลต่อการทำงาน พร้อมเสนอให้พิจารณาคุณค่าของสื่อสาธารณะจากผลกระทบต่อสังคม ควบคู่กับการตรวจสอบความโปร่งใส

คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งมีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน จัดประชุมพิจารณาข้อร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชน นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส และกลุ่มชาติพันธุ์ กรณีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดเก็บภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) ของ 4 กองทุน โดยมีผู้บริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส นำโดยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคมร่วมให้ข้อมูลและแสดงข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะ

ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ให้ความเห็นว่า ความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะเป็นหลักการสำคัญที่เกิดจากการต่อสู้ของประชาชน พร้อมแสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีอาจทำให้รัฐดึงอำนาจกลับเข้าสู่ระบบรวมศูนย์     

ส่วนนายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และอดีตประธานสภาผู้ชมฯ ไทยพีบีเอส  ตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน หากไทยพีบีเอสต้องสูญเสียความเป็นอิสระ พร้อมแสดงความกังวลว่า หากมีการปิดกั้นหรือกำกับควบคุมความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส อาจทำให้เสียงของประชาชนที่เข้าไม่ถึงสื่อกระแสหลักขาดพื้นที่ในการสื่อสาร และลดโอกาสในการผลักดันปัญหาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“จากประสบการณ์การใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอสมีบทบาทในการหยิบยกปัญหาของกลุ่มเปราะบางและชุมชนห่างไกลขึ้นมาสื่อสารต่อสังคม จนนำไปสู่การผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและกฎหมาย โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของคนยากจน คนตัวเล็กตัวน้อยปัญหาคนจนเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ หากไม่มีสื่อสาธารณะที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ใครจะช่วยนำปัญหาของพวกเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลง” นายไมตรี กล่าว

นายณัฐวุฒิ อุปปะ ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส รุ่นที่ 6 ระบุว่า การประเมินความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะต้องคำนึงถึงเสียงของคนกลุ่มเล็กที่ได้รับผลกระทบด้วย และเห็นว่าควรแยกการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการออกจากการรักษาหลักการความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

ขณะที่ นายธีรภพ ผาสุข รักษาการอุปนายกฝ่ายกิจการมหาวิทยาลัย สโมสรนิสิตฐศาสตร์ และนางสาวกมลนัส ร้อยทา นายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์  ตัวแทนนิสิต 6 คณะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงจุดยืนคัดค้านการยกเลิกภาษีจัดสรรเฉพาะของ 4 กองทุน โดยเห็นว่าความคุ้มค่าขององค์กรสาธารณะไม่ควรวัดเพียงตัวเลขงบประมาณหรือเรตติ้ง แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมด้วย พร้อมชี้ว่าไทยพีบีเอสเป็นแหล่งเรียนรู้และข้อมูลอ้างอิงของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดเผยปัญหาเชิงโครงสร้างและส่งเสียงแทนประชาชนที่อาจไม่มีโอกาสเข้าถึงสื่อ ความเป็นอิสระทางการเงินจึงเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและนำเสนอประเด็นที่สังคมควรรับรู้ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเสนอให้รัฐบาลคงหลักประกันความเป็นอิสระ เปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และพัฒนากลไกตรวจสอบให้โปร่งใส โดยไม่กระทบต่อพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของทั้ง 4 กองทุน

รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า การจัดเก็บ ภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) ไม่ได้ขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายที่มีอยู่เดิมได้มีบทคุ้มครองการดำเนินงานของทั้ง 4 กองทุน สามารถดำเนินควบคู่กับหลักวินัยการเงินการคลังได้ หากมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่ใช้กลไกดังกล่าวเพื่อสนับสนุนภารกิจสาธารณะเฉพาะด้าน

ด้าน รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  อธิบายว่า แนวคิดภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์จากหลักการที่ว่า ผู้ก่อปัญหาควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหรือกิจกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพและสังคม เช่น สุราและยาสูบ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเข้าคลังกลางตามปกติ ไม่ได้มีหลักประกันว่ารายได้ดังกล่าวจะถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากสินค้าเหล่านั้นโดยตรง

สำหรับการประเมินความคุ้มค่าของไทยพีบีเอส รศ.ดร.นวลน้อยเห็นว่า ต้องดูว่าไทยพีบีเอสสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างไร ไม่ควรใช้จำนวนผู้ชมหรือเรตติ้งเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว เพราะการวัดดังกล่าวไม่ได้สะท้อนประโยชน์ที่ผู้ชมแต่ละกลุ่มได้รับอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้มีรายได้น้อย และคนพิการ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการสาธารณะ 

สำหรับ ผศ. ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายนพปฎล รัตนพันธ์ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เห็นตรงกันว่า ความเป็นอิสระทางการเงินเป็นหลักประกันสำคัญต่อการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ โดย ดร.เจษดาอธิบายว่า สื่อสาธารณะถูกออกแบบให้รายงานข่าวได้โดยปราศจากความเกรงกลัวหรือเกรงใจ (Without Fear and Favor) พร้อมยกตัวอย่างบทบาทของไทยพีบีเอสในการพัฒนานวัตกรรมเนื้อหา ทั้งรายการเด็ก ละครเชิงสังคม และสารคดี ตลอดจนการทำงานของ Thai PBS Verify ซึ่งช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุคที่ข้อมูลข่าวสารคลาดเคลื่อนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากสื่อสาธารณะต้องพึ่งพางบประมาณรัฐหรือทุนเอกชน อาจเกิดข้อจำกัดในการตรวจสอบนโยบายรัฐหรือผู้สนับสนุน

ขณะที่นายนพปฎล ชี้ว่า จากประสบการณ์ในวงการสื่อกว่า 26 ปี แหล่งเงินทุนอาจส่งผลต่อทิศทางการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้ทุนไม่พอใจเนื้อหาบางประเด็น หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งงบประมาณประจำปีจากรัฐ จึงมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการนำเสนอข่าวตรวจสอบรัฐบาลและพื้นที่ร้องเรียนปัญหาของประชาชน เช่น รายการสถานีประชาชน ทั้งสองเสนอให้คงหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ควบคู่กับการเพิ่มความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบ

ช่วงท้ายการประชุม นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ กล่าวสรุปว่า ประเด็นการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งรายได้ของ 4 กองทุน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความมั่นคงขององค์กร แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และการมีสื่อที่สามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลว่าการทำหน้าที่จะส่งผลกระทบต่องบประมาณขององค์กร  พร้อมระบุว่า ไทยพีบีเอสควรใช้โอกาสนี้นำข้อเสนอแนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมไปพิจารณาปรับปรุงทบทวนการทำงานขององค์กรอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน  โดยกรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จัดทำเป็นรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมติดตามคำชี้แจงจากฝ่ายผู้เสนอร่างกฎหมายต่อไป