ทนายเดชา กิตติวิทยานนท์ ทนายความของนายอภิชาติ หรือเอ๋ เปิดประเด็นร้อนในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ตั้งข้อสงสัยปมเงิน 45 ล้านบาท โอน 6 ครั้งในช่วงวันที่ 23 ธันวาคม และ 5 มกราคม ทั้งที่ไม่มีสัญญาว่าจ้างก่อสร้างระหว่างคู่กรณี เผยลูกความเคยเสนอราคาสร้างอาคารมูลนิธิ 39 ล้านบาท แต่ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง พร้อมอ้างเคยทวงเงินจากบุ๋มและสามีหลายครั้ง ขณะที่อีกประเด็นตั้งข้อสงสัยเงินบริจาคมูลนิธิฯ ถูกนำไปสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต ย้ำมีหลักฐานเส้นทางการเงินและเอกสารเตรียมดำเนินการตามกฎหมาย

ทนายเดชา กิตติวิทยานนท์ ทนายความของนายอภิชาติ หรือเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้างพูลวิลล่าหรู ที่ภูเก็ตของนายก๊อตฯ สามีบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เปิดเผยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนเงิน การก่อสร้างอาคารมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานี และการก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่าขณะนี้มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบหลายส่วน ทั้งเส้นทางการเงิน การใช้เงินบริจาค และความเกี่ยวข้องของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เปิดปมเงินบริจาค 15 ล้าน สร้างพูลวิลล่าภูเก็ต
ทนายเดชา ระบุว่า จากข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่ามีการโอนเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต รวมประมาณ 15 ล้านบาท ผ่านบัญชี 3 ส่วน ได้แก่ บัญชีส่วนตัวของคุณบุ๋ม บัญชีส่วนตัวของคุณก๊อต ซึ่งเป็นสามี และบัญชีองค์กรทำดีโดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
โดยเฉพาะประเด็นเงินจากบัญชีองค์กรทำดี ซึ่งเป็นบัญชีที่รับเงินบริจาคจากประชาชน ทนายเดชาตั้งข้อสงสัยว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการก่อสร้างพูลวิลล่าหรือไม่ และเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขที่แน่นอนได้ว่าเงินจากบัญชีองค์กรทำดี ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างพูลวิลล่าจำนวนเท่าใด แต่ยืนยันว่ามีเส้นทางการเงินที่ต้องตรวจสอบ
ส่วนกรณีที่คุณบุ๋ม ชี้แจงว่าเข้าใจว่าเงินที่โอนไปนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานี ทนายเดชา ไม่เชื่อต่อคำชี้แจงดังกล่าว โดยอ้างถึงข้อบังคับของมูลนิธิที่กำหนดว่า การเบิกจ่ายเงินเกิน 500,000 บาท ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการ และต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย นอกจากนี้ ยังระบุว่าคุณบุ๋มเดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ตถึง 3 ครั้ง โดยมีภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งทนายเดชาระบุว่าเอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคุณบุ๋มโดยตรง
ทั้งนี้ กรณีที่คุณบุ๋ม ระบุว่าลายเซ็นในเอกสารบางส่วนอาจถูกปลอมแปลงนั้น ทนายเดชากล่าวว่าเป็นสิทธิในการต่อสู้คดี แต่หากพบว่ามีการปลอมลายเซ็นจริงก็สามารถดำเนินการแจ้งความได้
งัดข้อบังคับมูลนิธิ ตั้งคำถามเงินบริจาคใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
ทนายเดชา มองว่า การรับเงินบริจาคจากประชาชนโดยแจ้งว่าจะนำไปใช้เพื่อกิจกรรมของมูลนิธิ แต่กลับนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่างความเป็นไปได้ในการดำเนินคดี เช่น ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม การจะเข้าข่ายความผิดใดต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการพิจารณาของพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยลูกความได้เข้าแจ้งความไว้ที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ปมเงิน 45 ล้าน โอน 6 ครั้ง จี้ถามไม่มีสัญญาจ้างทำไมจ่ายเงิน
อีกประเด็นสำคัญคือเงินจำนวน 45 ล้านบาท ซึ่งทนายเดชาระบุว่ามีการโอนเงินผ่าน 3 นิติบุคคล รวม 6 ครั้ง ในช่วงวันที่ 23 ธันวาคม และวันที่ 5 มกราคม โดยตามข้อมูลที่ได้รับ มีการโอนเงินเข้ามายังบัญชีของลูกความ ก่อนที่นายก๊อต สามีของคุณบุ๋ม จะเป็นผู้แจ้งให้โอนเงินกลับคืนไปทั้งหมด พร้อมอธิบายว่าเป็นเงินที่เตรียมไว้สำหรับการก่อสร้างสำนักงานมูลนิธิในอนาคต
ทนายเดชาระบุว่า ลูกความของตนเป็นเพียงทางผ่านของเงิน และมีข้อมูลการสนทนาผ่านแชทระหว่างนายก๊อตกับนายเอ๋ลูกความ ซึ่งสามารถนำมาตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม ทนายเดชาไม่เชื่อคำชี้แจงที่ว่าคุณบุ๋มเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานี โดยตั้งข้อสังเกตว่าการจ่ายเงินเพื่อก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ควรมีสัญญาว่าจ้าง ใบเสนอราคา รายละเอียดงาน และการเบิกจ่ายตามงวดงานอย่างชัดเจน แต่กรณีนี้กลับมีการโอนเงินหลายครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยไม่มีสัญญาว่าจ้างก่อสร้างระหว่างลูกความกับคุณบุ๋มและนายกอด
เปิดปมลูกความเสนอราคาสร้างอาคาร 39 ล้าน แต่ไม่ได้เป็นผู้รับเหมา
ทนายเดชายังกล่าวถึงกรณีการก่อสร้างอาคารมูลนิธิที่จังหวัดปทุมธานีว่า ลูกความเคยได้รับการติดต่อให้เสนอราคาก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยเสนอราคาอยู่ที่ประมาณ 39 ล้านบาท แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจริง โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากโครงการก่อสร้างมีมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท แต่ลูกความเสนอราคาไปประมาณ 39 ล้านบาท ก็จะมีส่วนต่างราว 11 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างตัวจริง และมีการทำสัญญาว่าจ้างกับใคร พร้อมเรียกร้องให้ผู้รับเหมาที่ดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวออกมาชี้แจงว่าเป็นใคร และมีรายละเอียดการรับงานอย่างไร
เนื่องจากลูกความของตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้รับเหมา ไม่ได้เข้าดำเนินการก่อสร้าง และไม่มีสัญญาว่าจ้าง มีเพียงเอกสารเสนอราคาเท่านั้น และยังตั้งคำถามว่า หากไม่มีการทำงานจริง เหตุใดจึงมีการโอนเงินจำนวนหลายสิบล้านบาทเข้าบัญชีลูกความ และการจ่ายเงินดังกล่าวมีเอกสารหรือหลักฐานรองรับอย่างไร
แฉปมทวงหนี้หลายครั้ง อ้างถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าหมู่บ้าน
นอกจากนี้ ทนายเดชา ยังเปิดเผยถึงข้อพิพาทระหว่างลูกความกับคุณบุ๋มและสามี โดยระบุว่าลูกความเคยเดินทางไปทวงถามเงินหลายครั้งถึงบ้าน แต่ไม่สามารถติดตามเงินคืนได้ พร้อมอ้างว่ามีการห้ามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านให้ลูกความเข้าพื้นที่ และหลังจากนั้นยังมีการติดต่อทวงถามเงิน แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ
ส่วนประเด็นที่ลูกความเคยได้รับการรับปากว่าจะช่วยจัดการเรื่องภาษี หากเกิดปัญหาจากการทำธุรกรรมทางการเงินนั้น ทนายเดชาระบุว่าลูกความถูกตรวจสอบจากสำนักงานสรรพากรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีการเรียกเอกสารและตรวจสอบรายการเงินเข้าออกตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา
กล่าวหาอีกฝ่ายปลอมลายเซ็นปิดบริษัท–มีคดีในภูเก็ต
ทนายเดชายังกล่าวอ้างว่า มีกรณีการปลอมลายเซ็นของลูกความเพื่อนำไปใช้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมมีการลงทุนร่วมกันในลักษณะแบ่งผลประโยชน์ 60 ต่อ 40 พร้อมระบุว่า การจดทะเบียนเลิกบริษัทจะต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ทั้งการประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้น แต่ลูกความซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นกลับยืนยันว่าไม่ได้เข้าร่วมประชุมหรือให้ความเห็นชอบในการดำเนินการดังกล่าว จึงสงสัยว่ามีการปลอมลายเซ็นเพื่อนำไปใช้จดทะเบียนเลิกบริษัทหรือไม่
นอกจากนี้ ยังกล่าวอ้างว่ามีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีอยู่ในจังหวัดภูเก็ต พร้อมย้ำว่าดูพฤติการณ์ ไม่ปักใจเชื่อคำอธิบาย เมื่อถูกถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คุณบุ๋มอาจไม่ทราบเรื่องทั้งหมด และถูกสามีหลอกให้ดำเนินการบางอย่าง ทนายเดชาระบุว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐาน ไม่สามารถทราบความคิดหรือเจตนาภายในของบุคคลได้
แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่าคุณบุ๋มจะไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากมีข้อบังคับของมูลนิธิ มีคณะกรรมการ และมีที่ปรึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน
ทนายเดชายังยืนยันว่า หากมีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าแจ้งความไปแล้ว ส่วนตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายในส่วนของลูกความต่อไป

