โลกเตือนให้เตรียมพร้อม! แล้วประเทศไทยรออะไร?

คอลัมน์ เสือซ่อนเล็บ โดย พยัคฆ์น้อย ๑๐๙

เมื่อหลายชาติเตือนประชาชนสำรองอาหาร–น้ำดื่ม คำถามถึงรัฐบาลไทยและหน่วยข่าวกรอง ใครกำลังประเมินภัย หรือเราจะรอให้วิกฤตมาถึงก่อน?

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีข่าวจากหลายประเทศทั่วโลกออกมาในทิศทางใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะอังกฤษ ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป ที่แนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือบางประเทศแนะนำให้เตรียมพร้อมถึง 7 วัน

ฟังดูเผิน ๆ อาจเป็นเพียงมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติตามปกติ แต่เมื่อหลายประเทศต่างออกมาย้ำเตือนประชาชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศไทยไม่ควรมองผ่าน!

คำถามสำคัญคือ…นานาประเทศกำลังมองเห็นความเสี่ยงอะไร และประเทศไทยประเมินสถานการณ์เหล่านี้ไว้อย่างไร?

ต้องยอมรับว่าโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม! สงคราม ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ภัยธรรมชาติรุนแรง ตลอดจนความเปราะบางของระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ล้วนสามารถทำให้ชีวิตประชาชนหยุดชะงักได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

การที่ประเทศหนึ่งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่ม ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสงครามในวันพรุ่งนี้

แต่สะท้อนว่า รัฐบาลประเทศนั้นยอมรับว่า มีความเสี่ยงบางอย่างที่ประชาชนจำเป็นต้องเตรียมรับมือด้วยตนเอง ก่อนความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเดินทางไปถึง

นี่คือแนวคิดการบริหารความมั่นคงสมัยใหม่ไม่ใช่รอให้ภัยเกิด แล้วจึงค่อยประชุม ไม่ใช่รอให้ประชาชนเดือดร้อน แล้วจึงค่อยตั้งศูนย์ช่วยเหลือ!และไม่ใช่รอให้เกิดความสูญเสีย แล้วจึงค่อยตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่าใครผิดพลาด!

ข่าวกรองไทยรู้อะไรบ้าง?

ประเทศไทยมีหน่วยงานด้านการข่าวและความมั่นคงอยู่ไม่น้อย ทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองทางทหาร หน่วยข่าวตำรวจ และกลไกประสานงานด้านความมั่นคงอีกหลายระดับ

หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินภัยคุกคามที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

แต่คำถามที่ประชาชนควรได้รับคำตอบก็คือ เมื่อหลายประเทศยกระดับการสื่อสารเรื่องความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หน่วยข่าวกรองไทยได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างไร?

มีการรวบรวมข้อมูลจากประเทศพันธมิตรหรือไม่?
มีการประเมินความเสี่ยงต่อประเทศไทย ทั้งด้านพลังงาน อาหาร ระบบสื่อสาร การเงิน และความมั่นคงภายในหรือไม่?

และที่สำคัญที่สุด…ผลการประเมินเหล่านั้นถูกส่งถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันล่วงหน้าแล้วหรือยัง?

แน่นอนว่า งานข่าวกรองบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ
แต่ความลับทางราชการไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้ประชาชนไม่ได้รับคำแนะนำที่จำเป็นต่อความปลอดภัยของตนเองรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปิดเผยแหล่งข่าวหรือข้อมูลลับ เพียงแต่ต้องสามารถบอกประชาชนได้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงระดับใด และประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร กลัวประชาชนตื่นตระหนก หรือกลัวต้องยอมรับความเสี่ยง?

วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศให้ประชาชนสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมงตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูล พร้อมยืนยันว่ากำลังติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

คำชี้แจงดังกล่าวช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดได้ระดับหนึ่ง
แต่ยังมีคำถามอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจในเมื่อรัฐบาลไม่ได้ออกคำเตือน แล้วรัฐบาลมีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินอย่างไรบ้าง?.การไม่ออกคำเตือนภัยเฉพาะหน้า กับการไม่ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมความพร้อม เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!

หลายประเทศเข้าใจหลักการนี้ดีรัฐบาลสามารถบอกประชาชนให้เตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว ไฟฉาย และอุปกรณ์สื่อสารสำรอง โดยไม่จำเป็นต้องประกาศว่ากำลังจะเกิดสงครามหรือภัยพิบัติครั้งใหญ่

เพราะการเตรียมพร้อมไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก
แต่การปล่อยให้ประชาชนไม่รู้อะไรเลยต่างหาก ที่อาจสร้างความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นจริง!

บทเรียนราคาแพงที่ประเทศไทยยังเรียนไม่จบ
ลองย้อนกลับไปดูภัยพิบัติครั้งสำคัญของประเทศไทย
ตั้งแต่สึนามิปี 2547 มหาอุทกภัยปี 2554 ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายพื้นที่ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต เรามักเห็นภาพคล้ายกันประชาชนร้องขอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งศูนย์บัญชาการ
นักการเมืองลงพื้นที่ รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยา
ก่อนจะตามมาด้วยคำอธิบายว่า ภัยพิบัติครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้! ต้องยอมรับว่า ภัยธรรมชาติบางชนิดไม่อาจป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ และบางเหตุการณ์ยากต่อการพยากรณ์อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่ป้องกันและลดความเสียหายได้ คือความพร้อมของระบบเตือนภัย การอพยพ การสำรองสิ่งจำเป็น และการบริหารจัดการก่อนเกิดเหตุ

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ทำไมเราหยุดภัยพิบัติไม่ได้ แต่ต้องถามว่า ทำไมเรายังลดความสูญเสียได้ไม่ดีเท่าที่ควร?

ประเทศไทยมีบทเรียนมากมายแต่บทเรียนเหล่านั้นถูกนำไปพัฒนาระบบป้องกันอย่างจริงจังเพียงใด? หรือทุกครั้งที่วิกฤตผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมรอภัยครั้งใหม่!ความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องทหารและอาวุธ ความมั่นคงในโลกยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการป้องกันชายแดนหรือการมีกองทัพเข้มแข็งเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ประชาชนดำรงชีวิตต่อไปได้ แม้เกิดสถานการณ์ผิดปกติ

ลองจินตนาการว่า หากวันหนึ่งระบบไฟฟ้าขัดข้องเป็นวงกว้าง ระบบสื่อสารล่ม ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ใช้งานไม่ได้ หรือการขนส่งสินค้าและเชื้อเพลิงหยุดชะงักหลายวัน

ประชาชนจะทำอย่างไร?

โรงพยาบาลมีพลังงานสำรองเพียงพอหรือไม่?ระบบประปาสามารถจ่ายน้ำได้ต่อเนื่องกี่วัน?หน่วยงานท้องถิ่นมีอาหารและน้ำดื่มสำรองเพียงพอสำหรับกลุ่มเปราะบางหรือไม่? ประชาชนในเมืองใหญ่ที่พึ่งพาระบบขนส่งอาหารรายวัน จะอยู่ได้กี่วันหากร้านค้าไม่สามารถเปิดบริการ?

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นโจทย์ด้านความมั่นคงที่รัฐบาลทุกประเทศควรมีคำตอบถึงเวลารัฐบาลไทยต้องคิดก่อนเกิด ไม่ใช่แก้หลังเกิด

”พยัคฆ์น้อย ๑๐๙“เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อย 5 ประการประการแรก มอบหมายให้หน่วยงานข่าวกรองและความมั่นคงบูรณาการข้อมูล วิเคราะห์เหตุผลที่หลายประเทศเพิ่มมาตรการเตรียมพร้อม พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดกับประเทศไทย และรายงานข้อสรุปต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

ประการที่สอง จัดทำคำแนะนำระดับชาติให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินอย่างน้อย 72 ชั่วโมง โดยเน้นการทยอยสำรองสิ่งของจำเป็นตามกำลัง ไม่ใช่การกักตุนหรือแย่งซื้อสินค้า

ประการที่สาม ตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา โทรคมนาคม โรงพยาบาล การขนส่ง และระบบการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับเหตุขัดข้องรุนแรงได้

ประการที่สี่ ให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ พร้อมซักซ้อมระบบเตือนภัย การอพยพ และการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนที่ช่วยเหลือตนเองได้ยาก

ประการที่ห้า กำหนดให้รัฐบาลสื่อสารผลการประเมินความเสี่ยงที่เปิดเผยได้ต่อประชาชนอย่างสม่ำเสมอ โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างข่าวลือ ภัยที่อาจเกิดขึ้น และภัยที่มีข้อมูลยืนยันแล้ว

เพราะการเตรียมความพร้อมที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่รัฐบาลออกมาบอกว่าเอาอยู่แต่วัดจากจำนวนชีวิตและความเสียหายที่สามารถป้องกันได้ก่อนเกิดวิกฤต

อย่ารอให้เสียงเตือนกลายเป็นเสียงขอความช่วยเหลือ
ท้ายที่สุด ต้องย้ำให้ชัดว่า คำแนะนำให้สำรองอาหารและน้ำดื่มของหลายประเทศ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าจะเกิดสงครามหรือมหันตภัยครั้งใหญ่ในเร็ววันนี้ แต่เป็นสัญญาณว่าหลายรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมประชาชนรับมือความไม่แน่นอนมากขึ้นและนั่นควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยเราไม่จำเป็นต้องตื่นกลัวตามข่าวต่างประเทศ แต่ก็ไม่ควรนิ่งเฉยต่อแนวโน้มความเสี่ยงที่ประเทศอื่นกำลังเตรียมรับมือหน่วยข่าวกรองไทยอาจมีข้อมูลมากกว่าที่ประชาชนรับรู้

รัฐบาลอาจมีแผนรองรับอยู่แล้วแต่หากมีจริง ก็ควรสื่อสารส่วนที่เปิดเผยได้ให้ประชาชนเข้าใจ และเปิดโอกาสให้ทุกครัวเรือนมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมเพราะความมั่นคงของชาติไม่อาจฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งและความปลอดภัยของประชาชนไม่ควรขึ้นอยู่กับโชคชะตา

โลกกำลังสอนให้ประชาชนเตรียมตัวก่อนวิกฤตแต่ประเทศไทยจะเลือกเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอให้เกิดเหตุ แล้วค่อยระดมกำลังช่วยเหลือกันอีกครั้ง?

นี่คือคำถามถึง สร.1 กำกับที่รัฐบาล หน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยควรตอบให้ชัดเจน ก่อนที่วันหนึ่ง…เสียงเตือนที่เรามองข้าม จะกลายเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่อาจจะมาช้าเกินไปหรือไม่.?!