เป็นนักการเมืองต้องใจกว้าง เลิกใช้ ตร.เป็นเครื่องมือจัดการคู่อริ แฉแค่คดีชาวบ้านสำนวนท่วมหัวแล้ว

คอลัมน์ X-Ray สีกากี


                               
                อ่านข่าว นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่ากรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน นำข้อความไปโพสต์ในเฟสบุ๊คว่าตนทำหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ทั้ง 35 คณะมาประชุมนั้น เป็นการดำริของนายโสภณเอง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องที่ตนไปร้องเรียนถึงสภาพปัญหาการทำงานใน กมธ.

      “ร้องในส่วนของ กมธ.กฎหมายและอาจจะมีกมธ.อื่นที่ทำงานซ้ำซ้อนกันหรือบรรจุระเบียบวาระโดยไม่ข้อมติจากที่ประชุมกมธ. แต่ น.ส.รักชนกโพสต์ว่าที่ผมดำเนินการเพราะไม่พอใจที่กมธ.กฎหมายฯเชิญน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ไม่เป็นความจริงเพราะผมยื่นไปตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม เรื่องของน.ส.สุชาดา มาทีหลัง”นายศุภชัยกล่าวและว่าการโพสต์ของ น.ส.รักชนก ทำให้ตนเสียหาย จึงมอบอำนาจให้ทนายความไปกล่าวโทษกับ น.ส.รักชนก รวมถึงกล่าวโทษสื่อ 3-4 สำนัก  และคนที่คอนเมนต์ให้เสียหาย โพสต์กันเป็นหมื่นเป็นแสนคนทนายฯสำรวจแล้วแล้วมีอย่างน้อย 70-80 คนที่จะดำเนินคดี  
 
“ที่ยื่นฟ้องร้อง เพราะต้องการให้เห็นว่าทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับสิทธิการป้องกันจากกฎหมาย หากกล่าวหาด้วยความเท็จมีสิทธิถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ”นายศุภชัย ระบุ

    รวมถึงข่าวที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแบะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบอำนาจให้กับนายวิทยา ปารณะ แจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีนายสมโภช โชติชูช่วง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา  และล่าสุด(29 ต.ค.)แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของเพจ Godd Dam และน.ส.รักชนก ข้อหาเดียวกัน ที่สน.ทองหล่อ เช่นกัน

      “ประดู่แดง”หยิบประเด็นนี้มานำเสนอ เพื่อสื่อสารไปถึงนักการเมืองทุกๆคนไม่ใช่เพียงแค่นายอนุทินและนายศุภชัย เมื่อกระโจนสู่สนามการเมืองแล้วควรจะใจกว้างให้มาก น้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากสังคมและสื่อมวลชน แต่ถ้ารับไม่ได้หรือเนื้อหาเกินเลยจนเกิดความเสียหายให้กับตัวเองและวงศ์ตระกูล ใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยการฟ้องศาลโดยตรงได้

       ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุที่ไม่พอใจหรือรับไม่ได้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักการเมืองทั้งหลายควรมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินการฟ้องศาลโดยตรงแทนการใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือดำเนินคดีกับคู่อริหรือฝ่ายตรงข้าม เพราะข้อหาที่ฟ้องส่วนใหญ่หมิ่นประมาทมีหลักฐานเพียงพอที่จะให้ศาลได้รับฟังอยู่แล้ว

       แต่ละคนที่กระโจนลงสนามการเมืองปากต่างพร่ำว่าต้องทำงานด้วยความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แค่การฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทหรือข้อหาแบบมโนสาเร่ควรไปฟ้องศาลโดยตรง เพื่อให้ตำรวจได้มีเวลาไปบริการประชาชนเพิ่มขึ้นจะดีกว่า

      ถ้ามองถึงความเป็นจริงแล้วตำรวจโดยเฉพาะพนักสอบสวนต่างมีสำนวนคดีกองท่วมหัวอยู่แล้ว เวลาพักผ่อนแทบจะไม่มีหลายคนเป็นโรคเครียด ซึมเศร้า บางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งการทำสำนวนของพนักงานสอบสวนจะทำใช้ช่วงที่ไม่ได้เข้าเวรสอบสวน ทั้งสอบปากคำผู้ต้องหา ผู้เสียหาย พยาน รวบรวมพยานหลักฐานทางวัตถุ และนำผู้ต้องหาไปฝากขัง แต่ละสำนวนต้องใช้ระยะเวลา มีบ่อยครั้งที่ผู้เสียหายไปร้องกับพวกอินฟูลเอ็นเซอร์ว่าคดีไม่คืบหน้า

     ครั้นส่องไปที่จำนวนของพนักงานสอบสวนพบว่าไม่เพียงพอที่จะรับมือกับคดีที่เพิ่มขึ้นในแต่วันแต่ละปีได้ จากข้อมูลคดีออนไลน์เพิ่มขึ้นช่วงปี 2566-67 เฉลี่ยวันละ 800 คดี รวมปีละเกือบ 300,000 คดี พนักงานสอบสวนหนึ่งคนต้องรับผิดชอบ 200-500 คดี/ปี ทั้งที่มาตรฐานไม่ควรเกิน 70 คดี ตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ 18,000 ตำแหน่งแต่มีคนทำงานจริงเพียง 12,000 คน ขาดแคลนถึง 6,000 คน

      ถ้านำกรณีของนายศุภชัยมาเทียบเคียงที่ให้ทนายความไปร้องทุกข์กล่าวโทษ เบื้องต้น 1 คดีทั้งสส.และสื่อ 4 สำนัก ต้องใช้พนักงานสอบสวน 1 คน แต่นายศุภชัยบอกว่าเล็งชาวบ้านที่คอมเม้นต์อีก 70-80 คน ถ้าความผิดกระจายอยู่ทั่วประเทศต้องใช้พนักงานสอบสวนตามจำนวนที่แจ้งเกือบร้อยคนไปแล้ว รวมถึงกรณีนายอนุทินแจ้งความไว้ที่สน.ทองหล่อ 2 คดี ทำให้เสียกำลังพนักงานสอบสวนไป 2 คน อาจทำให้คดีอื่นล่าช้าได้เพราะต้องเร่งทำสำนวนให้กับนายกรัฐมนตรี

     ทั้งที่นายอนุทินและนายศุภชัย ต่างมีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างทนายความไปฟ้องศาลโดยตรงได้อยู่แล้ว แต่เลือกที่จะใช้บริการตำรวจที่สำนวนคดีของชาวบ้านกองสูงท่วมหัวอยู่แล้ว

    ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนไหนเพียงแค่คดีหมิ่นประมาทหรือคดีมโนสาเร่ยังเลือกที่จะใช้บริการตำรวจ ต้องเลิกพูดว่า”มาทำงานการเมืองด้วยความเสียสละเพื่อชาติและประชาชน” เพราะเพียงแค่คดีความสามารถฟ้องศาลโดยตรงได้กลับมาเบียดบังเวลาของตำรวจที่ควรจะไปบริการประชาชนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย !!!  

ประดู่แดง