รายงานพิเศษ (ตอนที่ 3) เข้าร่วม UPOV 1991 รัฐต้องพิจารณาให้รอบด้าน ประเมินจากแบบจำลองต้นทุนอาจเพิ่มไร่ละ 1,000 บาท

ต้นกะเพรา รายงานพิเศษ UPOV 1991

มาต่อกันกับเวทีเสวนา “ผ่าร่าง พ.ร.บ. พันธุ์พืชใหม่ : UPOV 1991 ปลดล็อกนวัตกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร” ที่จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครานี้ผู้ทรงคุณวุฒิท่านนี้จะพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำเสนอกรณีศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของสหภาพ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ระหว่างประเทศ (UPOV) โดยใช้ประสบการณ์ของเวียดนามเป็นต้นแบบ ในการจำลองฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย หากเข้าร่วม UPOV 1991 ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU)

เวียดนามตลาดเมล็ดพันธุ์โต พันธุ์พืชใหม่เพิ่ม แต่ราคาสูงขึ้น

จากกรณีศึกษาของเวียดนาม พบว่า หลังเข้าร่วมระบบ UPOV ตลาดเมล็ดพันธุ์มีการเติบโต แม้ประเทศจะมีพื้นที่เกษตรกรรมไม่มากนัก ขณะเดียวกัน การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืชผัก ข้าว กาแฟ และทุเรียน อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ราคาเมล็ดพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิ ซึ่งตามข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 8 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช อาจช่วยสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ แต่ก็อาจเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่เกษตรกร ที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์พืชเพื่อใช้ในการผลิต นอกจากนี้ เวียดนามยังมีหน่วยงานภาครัฐกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อรองรับและประสานการดำเนินงานภายใต้ระบบ UPOV ซึ่งเป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้าง ที่ควรนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศไทย

จำลองฉากทัศน์ไทย ต้นทุนอาจเพิ่มสูงสุดไร่ละ 1,000 บาท

สำหรับประเทศไทย ดร.อัทธ์ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ และจำลองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากเข้าร่วม UPOV 1991 โดยประเมินว่า ต้นทุนการผลิตพืชของเกษตรกรไทย อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงไร่ละ 1,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช และโครงสร้างต้นทุนการผลิตผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเกษตรกร แต่ยังอาจส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูป ไปจนถึงผู้บริโภค เนื่องจากราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น อาจกลายเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของสินค้าเกษตรและอาหารการจำลองฉากทัศน์ยังประเมินว่า ราคาผลิตภัณฑ์จากข้าว และราคาอาหารที่ผู้บริโภคซื้อรับประทาน อาจปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4% หากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทาง

ทั้งนี้ ตัวเลขต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสูงสุดไร่ละ 1,000 บาท และการปรับขึ้นของราคาอาหารประมาณ 4% เป็นผลจากการวิเคราะห์และแบบจำลองที่นำเสนอ ไม่ใช่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยแล้ว และไม่ควรตีความว่าเป็นผลลัพธ์ที่แน่นอนหากมีการเข้าร่วม UPOV

ชี้ไทยมีโครงสร้างต่างจากเวียดนาม ต้องประเมินให้รอบด้าน

ดร.อัทธ์ เน้นให้พิจารณาความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะระบบการกระจายพันธุ์พืช การปรับปรุงพันธุ์ และกลไกสนับสนุนเกษตรกร ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบจากการเข้าร่วม UPOV แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำผลการศึกษาของเวียดนามมาใช้คาดการณ์ประเทศไทยโดยตรง โดยปราศจากการประเมินเพิ่มเติม การเข้าร่วม UPOV อาจสร้างประโยชน์จากการกระตุ้นการลงทุนวิจัย และพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการค้า และมูลค่าตลาดเมล็ดพันธุ์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐจำเป็นต้องประเมินภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อย รวมถึงผลกระทบต่อรายได้สุทธิ และค่าครองชีพของผู้บริโภค

เสนอรัฐเตรียมมาตรการรองรับ เช็กผู้ได้ประโยชน์และผู้รับภาระ

ข้อเสนอสำคัญคือ รัฐบาลควรประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับเกษตรกร ไม่ควรวัดความสำเร็จจากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้นหรือลดลง หลังหักต้นทุนเมล็ดพันธุ์ ค่าสิทธิ และค่าใช้จ่ายในการผลิตอื่นๆ แล้ว ขณะเดียวกัน ควรเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ การติดตามราคาเมล็ดพันธุ์ และพันธุ์พืช การกำกับดูแลค่าสิทธิ และเงื่อนไขในสัญญา ตลอดจนการจัดทำระบบติดตาม และประเมินผลหลังดำเนินนโยบาย เพื่อให้สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า กลุ่มใดได้รับประโยชน์ และกลุ่มใดต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป และการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกองค์การ เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อให้การกำหนดนโยบายของไทยคำนึงถึงทั้งโอกาสทางการค้า ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร

ท้ายที่สุด การตัดสินใจเกี่ยวกับ UPOV 1991 จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าประเทศจะได้ประโยชน์จากการค้า และการพัฒนาพันธุ์พืชมากน้อยเพียงใด แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า เกษตรกรไทยจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นหรือไม่ และผู้บริโภคจะต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเพียงใด

ทีมข่าวเกษตร สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ รายงาน