รายงานพิเศษ (ตอน 1) รู้ลึก UPOV 1991 เข้าร่วมแล้วได้หรือเสียเกษตรกรเก็บไว้ปลูก-ขายได้ไหม ไม่รู้อย่ามั่ว

เมื่อไม่นานมานี้ กรณีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ โดย บริษัท ซีพีแรม จำกัด ซึ่งมีรายละเอียดและผลกระทบสำคัญ ได้แก่ แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04 (พัฒนาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1) ซึ่งเป็นการขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 (มีอายุคุ้มครอง 12 ปี สิ้นสุดปี 2579) ก่อให้เกิดกระแสดราม่าในสังคม ปั่นจนกลายเป็นทอร์คออฟเดอะทาร์ว สร้างความกังวลให้กับเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้อง

เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ความจริงต่อสังคม สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จึงได้จัดเสวนา “ผ่าร่าง พ.ร.บ. พันธุ์พืชใหม่ : UPOV 1991 ปลดล็อกนวัตกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร” ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันก่อน โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงเกษตรกร สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ผู้ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปี และมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ทั้งในระดับระหว่างประเทศและการประชุมร่วมกับประเทศสมาชิกของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประชุมในระดับภูมิภาคอาเซียน

โลกล้อมไทย ไม่ใช่ไทยล้อมโลก เกี่ยวกับ WTO ด้วยนะ
ธิดากุญ แสนอุดม กล่าวว่า ก่อนจะพูดถึง UPOV 1991 เราต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งมีความตกลงฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา เรียกว่า TRIPS ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญามีหลายประเภท เช่น หากเราคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา ก็อาจได้รับความคุ้มครองด้วยสิทธิบัตร หากเราเขียนหนังสือ แต่งเพลง หรือสร้างสรรค์ผลงาน ก็อาจได้รับความคุ้มครองด้วยลิขสิทธิ์


แต่ถ้าเราเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช และพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมา ก็จะมีเรื่องสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช หรือสิทธิในพันธุ์พืชใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความตกลง TRIPS ข้อ 27.3 (b) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยอาจใช้ระบบสิทธิบัตร หรือระบบกฎหมายเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันก็ได้

ระบบกฎหมายเฉพาะ? UPOV เข้ามาเกี่ยวอย่างไร
ระบบกฎหมายเฉพาะ หรือ sui generis system หมายถึงระบบกฎหมายที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ประเทศต่างๆ สามารถออกแบบกฎหมายเฉพาะของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย มีระบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของตนเอง
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้ระบบกฎหมายเฉพาะที่อ้างอิงกรอบมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญา UPOV ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ดังนั้น เมื่อพูดถึง UPOV เราจึงกำลังพูดถึงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช

UPOV มีสองฉบับสำคัญ คือ 1978 และ 1991
อนุสัญญา UPOV มีฉบับแก้ไขที่สำคัญสองฉบับ ที่มักนำมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่ ฉบับปี 1978 และฉบับปี 1991ทั้งสองฉบับมีรายละเอียด และขอบเขตการคุ้มครองแตกต่างกัน โดยฉบับปี 1991 มีบทบัญญัติบางประการที่ขยาย และเข้มงวดขึ้นเมื่อเทียบกับฉบับปี 1978 จึงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า การพูดถึง UPOV 1991 ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนปีของอนุสัญญา แต่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดของสิทธิ และเงื่อนไขการคุ้มครองพันธุ์พืชด้วย

ประเทศสมาชิก UPOV มีสถานะแตกต่างกันอย่างไร
หากดูแผนที่ประเทศสมาชิก UPOV จะพบว่าประเทศต่างๆ มีสถานะ และแนวทางการคุ้มครองพันธุ์พืชแตกต่างกัน ในอดีตประเทศที่เข้าร่วม UPOV สามารถเป็นสมาชิกภายใต้อนุสัญญาฉบับปี 1978 หรือฉบับปี 1991 ได้ แต่หลังจากอนุสัญญาฉบับปี 1991 มีผลใช้บังคับ และเปิดให้เข้าร่วมแล้ว ประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่เข้าร่วมใหม่ จะต้องดำเนินการภายใต้ฉบับปี 1991 ตามเงื่อนไขของอนุสัญญา


อย่างไรก็ตาม สถานะการเป็นสมาชิกของอนุสัญญา ไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดของกฎหมายภายในประเทศจะเหมือนกันทั้งหมด (ย้ำนะ ไม่เหมือนกันทั้งหมด) เพราะแต่ละประเทศอาจมีกฎหมายภายในที่กำหนดขอบเขตการคุ้มครองแตกต่างกันยกตัวอย่าง จีนและนิวซีแลนด์ มีสถานะสมาชิกตามอนุสัญญาฉบับปี 1978 แต่การพิจารณากฎหมายภายในของแต่ละประเทศต้องดูรายละเอียดของบทบัญญัติจริง ไม่ควรสรุปจากสถานะสมาชิกเพียงอย่างเดียว

กรณีสหภาพยุโรปกับการคุ้มครองพันธุ์พืช
สหภาพยุโรปเป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ช่วยให้เห็นภาพการคุ้มครองพันธุ์พืชในระดับภูมิภาค ระบบสิทธิในพันธุ์พืชของสหภาพยุโรป เปิดให้ผู้ยื่นคำขอสามารถขอรับความคุ้มครองในระดับสหภาพยุโรปได้ โดยยื่นคำขอต่อสำนักงานคุ้มครองพันธุ์พืชของสหภาพยุโรป หรือ CPVO การได้รับความคุ้มครองในระดับสหภาพยุโรป ช่วยให้ผู้ทรงสิทธิได้รับความคุ้มครองครอบคลุมประเทศสมาชิกของระบบ โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำขอแยกในทุกประเทศ
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้แตกต่างจากการขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายระดับประเทศ และค่าใช้จ่ายหรือขั้นตอนต้องพิจารณาตามระบบที่เลือกใช้ กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การคุ้มครองพันธุ์พืช สามารถออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการค้า และความร่วมมือระหว่างประเทศได้หลายแนวทาง

ประเทศอาเซียนกับ UPOV
หากพิจารณาเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จะพบว่าประเทศสมาชิกอาเซียน มีแนวทางการคุ้มครองพันธุ์พืชแตกต่างกัน ตัวอย่างประเทศที่เข้าร่วม UPOV ได้แก่ สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยเวียดนามเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ในปี 2006

กรณีของเวียดนามจึงเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ควรนำมาศึกษา เพื่อทำความเข้าใจว่าประเทศในภูมิภาคเลือกใช้ระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างไร และระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการพัฒนาพันธุ์พืช และการค้าระหว่างประเทศอย่างไร หากพิจารณาสถานการณ์ของแต่ละประเทศ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน ทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก UPOV อยู่แล้ว และประเทศที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หรือดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ


สำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา และเมียนมา การพิจารณาประเด็นนี้จำเป็นต้องดูสถานะและข้อผูกพันของแต่ละประเทศประกอบกัน โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้ความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) และแนวทางการจัดระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของตนเอง
ดังนั้น การทำความเข้าใจแผนที่สมาชิก UPOV และสถานะของแต่ละประเทศ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาว่า ประเทศต่างๆ เลือกแนวทางใดในการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ และประเทศไทยควรนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาอย่างไร

การเข้าร่วม UPOV 1991 ช่วยยกระดับการแข่งขันของประเทศได้หรือไม่?
เกษตรกรจะได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และการขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย โอกาสที่อาจเกิดขึ้น หากระบบคุ้มครองพันธุ์พืชเข้มแข็งขึ้นคือ

1.กระตุ้นการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่-จำนวนพันธุ์พืชที่ยื่นขอรับความคุ้มครองอาจเพิ่มขึ้น สะท้อนกิจกรรมการปรับปรุงพันธุ์ที่ขยายตัว

2.เพิ่มความหลากหลายของพืชที่ได้รับการพัฒนา-ไม่ใช่เพียงข้าวหรือพืชเศรษฐกิจหลัก แต่ยังอาจขยายไปถึงไม้ดอกไม้ประดับ และพืชสมุนไพร ซึ่งมีเป้าหมายการปรับปรุงพันธุ์แตกต่างกัน เช่น การเพิ่มสารสำคัญในพืชสมุนไพร

3.เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์-เมื่อมีพันธุ์พืชหลากหลายขึ้น อาจเกิดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่การผลิตวัสดุขยายพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้เกษตรกร

4.เพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการค้าระหว่างประเทศ-ระบบคุ้มครองสิทธิอาจเป็นเครื่องมือช่วยให้นักปรับปรุงพันธุ์บริหารจัดการผลงานของตน และสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และผลลัพธ์ของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาจากข้อมูลและบริบทของประเทศนั้นๆ

ความท้าทาย ข้อกังวลของสังคม ความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ใหม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การทำความเข้าใจเครื่องหมาย PVP (Plant Variety Protection) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรควรตรวจสอบว่า พันธุ์พืชที่ซื้อมาได้รับความคุ้มครองหรือไม่ และมีเงื่อนไขการใช้ ขยายพันธุ์ หรือจำหน่ายอย่างไร
เพราะการซื้อเมล็ดพันธุ์หรือวัสดุขยายพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำไปขยายพันธุ์หรือจำหน่ายต่อได้ โดยไม่มีข้อจำกัดเสมอไป ทั้งนี้ ต้องพิจารณากฎหมาย เงื่อนไขสิทธิ และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องด้วย
ในบางประเทศ อาจมีข้อกำหนดเปิดโอกาสให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ สำหรับพืชบางชนิด ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเป็นรายกรณี ไม่ควรเหมารวมว่าพืชทุกชนิดมีกติกาเหมือนกัน

ภาครัฐต้องไม่ปล่อยให้เกษตรกรเรียนรู้กันเอง
อีกโจทย์สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมให้เกษตรกร การสร้างความรู้ความเข้าใจ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และเครือข่ายที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้เกษตรกรรู้เท่าทันสิทธิ และหน้าที่ของตน สามารถเลือกใช้พันธุ์พืชได้อย่างเหมาะสม และเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปใช้ประโยชน์ต่อ

เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองได้หรือไม่ ขยายพันธุ์แล้วนำไปขายต่อ จะทำได้หรือเปล่า?

นี่คือประเด็นที่ต้องอธิบายให้ชัด เพราะสิทธิในการปลูก การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อ การขยายพันธุ์ และการจำหน่าย อาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน

สำหรับประเทศไทย การพิจารณา UPOV 1991 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า เข้าร่วมแล้วจะได้ประโยชน์อะไร แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ใครได้ประโยชน์ เกษตรกรต้องปรับตัวอย่างไร และรัฐจะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อให้การพัฒนาพันธุ์พืชเดินหน้าไป พร้อมกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

ติดตามรายงานนี้ได้ต่อ
ในตอนที่ 2-3-4 #จากทีมข่าวรายงานพิเศษ สำนักข่าวไทยแทบลอยด์