“เครื่องแบบมีไว้ให้คนเกรง แต่เกียรติตำรวจมีไว้ให้คนศรัทธา! ดาวบนบ่าอาจทำให้คนยกมือไหว้ แต่ความดีเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนยกหัวใจให้”

ตำรวจเป็นอาชีพที่แบกรับทั้งความคาดหวัง คำตำหนิ และเสียงสาปแช่งจากสังคม แต่ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านั้น อยากให้ตำรวจทุกนายยังคงภาคภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีของคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” เพราะเครื่องแบบสีกากีมิใช่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ หากเป็นเครื่องหมายของความรับผิดชอบต่อชีวิตและความทุกข์สุขของประชาชน
มีถ้อยคำจาก“ผู้พิพากษาท่านหนึ่งที่ชวนให้ขบคิดว่า ครูมีหน้าที่สอน หมอมีหน้าที่รักษา ทหารมีหน้าที่ปกป้องประเทศ ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข แต่ตำรวจกลับต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับภารกิจเหล่านี้แทบทั้งหมด!ไม่ใช่เพราะตำรวจยิ่งใหญ่กว่าใคร หากเพราะในยามประชาชนเผชิญความทุกข์ร้อน ตำรวจมักเป็นคนแรกที่ถูกเรียกหา และเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ควรทอดทิ้งพวกเขาตำรวจที่ดีไม่จำเป็นต้องมีดาวเต็มบ่า แต่ต้องมีหัวใจเต็มไปด้วยความยุติธรรม!
ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ยืนตากแดดโบกรถ ช่วยคนเจ็บกลางถนน อุ้มเด็กหนีน้ำท่วม หรืออดหลับอดนอนติดตามจับกุมคนร้าย อาจสร้างเกียรติภูมิให้องค์กรได้มากกว่านโยบายสวยหรูจากห้องประชุมของนายพลเสียอีก
เพราะศรัทธาไม่ได้เกิดจากคำสั่ง และความเคารพไม่อาจบังคับกันด้วยกฎหมาย แต่ต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า ตำรวจดีทำความดีนับพันครั้งอาจไม่มีใครจดจำ ขณะที่ตำรวจบางคนทุจริต รีดไถ หรือใช้อำนาจมิชอบเพียงครั้งเดียว กลับทำให้เครื่องแบบทั้งองค์กรมัวหมอง!
ตำรวจที่ประชาชนหวาดกลัว กับตำรวจที่ประชาชนศรัทธา ต่างกันเพียงวิธีใช้อำนาจและหัวใจของผู้สวมเครื่องแบบ จึงอยากฝากถึงผู้บังคับบัญชาทุกระดับว่า ความยิ่งใหญ่ของนายพลไม่ได้อยู่ที่จำนวนลูกน้องที่ยืนทำความเคารพ แต่อยู่ที่ความกล้าปกป้องตำรวจดี กล้าจัดการตำรวจเลว และกล้ายืนข้างความถูกต้อง แม้ต้องขัดใจผู้มีอำนาจ
อย่าปล่อยให้เส้นสายอยู่เหนือความสามารถ อย่าปล่อยให้คนซื่อสัตย์กลายเป็นคนไร้อนาคต และอย่าปกป้องคนผิดเพียงเพราะเป็นพวกเดียวกัน
การปฏิรูปตำรวจที่แท้จริง ไม่ใช่การเปลี่ยนเครื่องแบบ เปลี่ยนป้ายสำนักงาน หรือเปลี่ยนคำขวัญ แต่ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้อำนาจ จากการรับใช้ผู้บังคับบัญชาเป็นหลัก ไปสู่การรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับตำรวจรุ่นใหม่ อยากฝากไว้ว่า “อย่าปล่อยให้อุดมการณ์ตายในวันที่ได้ยศ”
อย่าอายที่จะเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย แต่อย่าเป็นตำรวจที่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม อย่าอายที่จะเป็นตำรวจที่ไม่ร่ำรวย แต่อย่าเป็นตำรวจที่ร่ำรวยจากน้ำตาและความเดือดร้อนของประชาชน
จำไว้ว่าเงินทองอาจซื้อความสุขได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจซื้อเกียรติที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาชีวิตราชการมีวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด วันนี้อาจเป็นผู้กำกับ พรุ่งนี้อาจเป็นผู้บัญชาการ บางคนอาจก้าวถึงเก้าอี้สูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด วันหนึ่งก็ต้องถอดเครื่องแบบและคืนอำนาจให้แผ่นดินเมื่อถึงวันนั้น ดาวบนบ่าไม่อาจสั่งให้ใครเคารพได้อีกต่อไป เหลือเพียงความดีหรือความด่างพร้อยที่ฝากไว้ในความทรงจำของประชาชน
“อย่าใช้เวลาทั้งชีวิตไต่เต้าเพื่อให้ได้ดาวบนบ่า จนลืมสร้างคุณค่าที่จะอยู่ในหัวใจประชาชน!”
“ประดู่แดง”มิได้เขียนเพื่อซ้ำเติมตำรวจ แต่เขียนด้วยความปรารถนาดีต่ออาชีพที่มีเกียรติ อยากเห็นโรงพักเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่สถานที่ที่ประชาชนต้องหวาดกลัว อยากเห็นตำรวจดีได้รับความเป็นธรรม และอยากเห็นผู้บังคับบัญชากล้าขจัดความชั่วร้ายออกจากองค์กร เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการตำรวจที่มีอำนาจมากที่สุด แต่ต้องการตำรวจที่ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม ไม่ได้ต้องการตำรวจที่มีดาวมากที่สุด แต่ต้องการตำรวจที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ที่สุด
อยากจะขอฝากถ้อยคำให้สะเทือนไปถึงดาวบนบ่าของตำรวจทุกระดับว่า…“ยศตำรวจ…พระราชทานได้
ตำแหน่งตำรวจ…แต่งตั้งได้ อำนาจตำรวจ…กฎหมายมอบให้ได้ แต่เกียรติและศรัทธา…ไม่มีใครแต่งตั้งให้คุณได้ นอกจากประชาชน!” จงเป็นตำรวจที่คนร้ายหวาดกลัว คนดีไว้วางใจ และประชาชนภาคภูมิใจ เพราะเกียรติสูงสุดของตำรวจ มิใช่การได้ยืนบนตำแหน่งสูงสุดขององค์กร แต่คือการได้ยืนอยู่ในหัวใจประชาชน แม้ในวันที่ไม่มีเครื่องแบบสวมใส่อีกต่อไป!
ท้ายนี้ “ประดู่แดง” ขอส่งกำลังใจถึงตำรวจดีทุกนายที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ และเที่ยงธรรม ขอให้รักษาเกียรติแห่งเครื่องแบบสีกากี และหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไว้ให้สง่างามตลอดไป สุขสันต์วันตำรวจ 17 ตุลาคม 2569ด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง


