ป.ป.ช. แจงปล่อย 3 ผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่น เหตุรับไม้ต่อตำรวจ เหลือเวลาคุมขังแค่ 36 วัน ยันคดีคืบหน้า 40% ลุยล้างบางทั้งกระดาน พบผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย หลักฐานมัดตัวการใหญ่ ชี้สูงสุดยังอยู่ที่ระดับ “อธิบดี” ยังไม่ถึงนักการเมือง พร้อมทยอยแจ้งข้อกล่าวหาต้น พ.ย. นี้
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีผู้ต้องหา 3 รายถูกปล่อยตัวเนื่องจาก ป.ป.ช. ทำสำนวนส่งฟ้องต่อศาลไม่ทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
นายนิติพันธ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างยิ่งยวด โดยได้ตั้งคณะทำงานโฆษกขึ้นมารายงานความก้าวหน้าแก่สื่อมวลชนและประชาชนอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่า การทำงานของ ป.ป.ช. เป็นระบบไต่สวนกึ่งตุลาการ Office ต้องเน้นความละเอียดรอบคอบ โดยสำนวนที่ ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาลส่วนใหญ่กว่า 90% ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ จึงขอให้สังคมเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างเต็มที่ และคดีนี้จะไม่เงียบหายอย่างแน่นอน
ชี้แจงปล่อย 3 ผู้ต้องหา ยันไม่ตัดตอน-ไม่ล้มคดี
ด้านนายเกียรติศักดิ์ ชี้แจงถึงข้อสงสัยของสังคมใน 3 ประเด็นหลัก คือ การปล่อยตัวผู้ต้องหาหมายถึงคดีจบลงหรือไม่ มีการตัดตอนคดี และมีนักการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยระบุว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหาเนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา 87) ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาพ้นผิดหรือคดีสิ้นสุดลง ป.ป.ช. ยังคงดำเนินคดีต่อไปได้ และหากมีพฤติการณ์หลบหนีก็สามารถขอศาลออกหมายจับได้ทันที
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำสำนวนส่งฟ้องไม่ทันช่วงควบคุมตัว เนื่องจากคดีนี้เริ่มต้นจากพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ดำเนินการมาก่อนระยะหนึ่ง แล้วจึงส่งมอบสำนวนต่อให้ ป.ป.ช. ทำให้เหลือเวลาควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาเพียง 3 ผัด (ผัดละ 12 วัน) หรือรวม 36 วัน ซึ่ง ป.ป.ช. ต้องจัดตั้งคณะไต่สวนที่ไม่มีส่วนได้เสียตามขั้นตอนกฎหมาย ถือว่าทำงานได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
“หาก ป.ป.ช. ต้องการตัดตอนคดีจริง เราคงเร่งรัดทำสำนวนเฉพาะบางคนส่งศาลเพื่อให้จบๆ ไป โดยไม่สนใจตัวการใหญ่ แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. กำลังทำคือ ‘การไต่สวนทั้งกระดาน’ เพื่อลากไส้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้วางแผน นายหน้า ผู้แก้ไขคะแนน ไปจนถึงผู้เข้าสอบ” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว
เปิดโครงสร้างผู้เกี่ยวข้อง 6,000 ราย — หลักฐานตัวการใหญ่ครบ
นายเกียรติศักดิ์ เผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า ในเชิงปริมาณมีความคืบหน้าประมาณ 40% แต่ในเชิงคุณภาพ พยานหลักฐานเกี่ยวกับตัวการสำคัญและตัวการใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว โดยคดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 6,000 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่:
กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง: ผู้สั่งการและระดับบริหาร
กลุ่มผู้จัดทำขบวนการ: ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการแก้ไขปรับเปลี่ยนคะแนนสอบ
กลุ่มนายหน้า: ทำหน้าที่เรียกรับเงิน มีมากกว่า 100 สาย
กลุ่มผู้เข้าสอบ: เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด
สำหรับระดับผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดที่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงในขณะนี้ ยังอยู่ที่ระดับ “อธิบดี” (เกี่ยวข้องหลายคนในสำนวนปี 2568) ส่วนพยานหลักฐานเส้นทางการเงินยังไปไม่ถึงระดับนักการเมือง รัฐมนตรี หรือ สส. แต่อย่างใด
ไทม์ไลน์เดินหน้าคดี & สแกนข้อสอบ 8 แสนแผ่น
ป.ป.ช. วางกรอบการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป ดังนี้:
ปลายเดือน ต.ค. 2569: คณะไต่สวนจะประชุมวิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อสรุปรูปแบบการแจ้งข้อกล่าวหา
ต้นเดือน พ.ย. 2569: จะเริ่มทยอยแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นกลุ่มๆ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาจะมีเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน (ขยายได้รวมไม่เกิน 45 วัน)
ภายใน 10 วันข้างหน้า: ป.ป.ช. ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายจะเริ่มกระบวนการตรวจพิสูจน์กระดาษคำตอบข้อสอบจำนวนกว่า 800,000 แผ่น โดยใช้เครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ผลตรวจสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้
นอกจากนี้ ในส่วนของเส้นทางการเงิน ป.ป.ช. ร่วมกับ ปปง. ติดตามยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายทุจริตไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท รวมทั้งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัลเพิ่มเติม เพื่อเอาผิดขบวนการนี้ให้ถึงที่สุด

