วันที่ 13 ตุลาคม 2569 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นประธานการแถลงเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ ประจำปีงบประมาณ 2570–2571 โดยมีนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา (5 เสืออากาศ) และผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศเข้าร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง
พลอากาศเอก เสกสรร กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ว่า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ โดยกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กลายเป็นปัจจัยเร่งให้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ส่งผลให้ราคายุทโธปกรณ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ห่วงโซ่การส่งกำลังบำรุงเกิดความไม่ต่อเนื่อง
จับตากรอบการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค
ผู้บัญชาการทหารอากาศ ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจในภูมิภาค ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างสนามบินบริเวณ “บ้านเกิน” ใน สปป.ลาว รวมถึงการขยายอิทธิพลครอบงำในประเทศเพื่อนบ้านและการประสานขอความร่วมมือในมิติต่างๆ กับประเทศไทย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ
“โจทย์สำคัญของกองทัพอากาศคือ จะทำอย่างไรในการรักษาสมดุลผ่านการทูตฝ่ายทหาร โดยบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาต่อไปได้ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือ ถูกครอบงำ หรือทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะยากลำบากเมื่อเกิดภัยสงครามหรือภัยพิบัติ” ผบ.ทอ. กล่าว
สำหรับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว นั้น ผบ.ทอ. ยืนยันว่า ไทยและลาวมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะมิตรประเทศที่รักสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมือง มักขับเคลื่อนไปพร้อมกัน สิ่งที่กองทัพอากาศดำเนินการคือการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ท่าที และตรวจสอบจากปัจจัยภายนอก เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวเกี่ยวโยงกับชาติมหาอำนาจเข้ามาพัฒนาฐานบิน ซึ่งอาจใช้ประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
ทั้งนี้ ภัยคุกคามมิได้หมายถึงการครอบครองยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ในการใช้ด้วย ดังเช่นบทเรียนจากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต
นโยบายต่างประเทศทัพฟ้า: “ไม่เลือกข้าง แต่สร้างสมดุล”
เมื่อถามถึงแนวทางการวางตัวท่ามกลางการแข่งขันเชิงอิทธิพลระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน พลอากาศเอก เสกสรร ระบุว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ไม่มีคำว่า “เป็นกลาง” แต่เป็นการ “รักษาสมดุล” เปรียบเสมือนการมีเพื่อนขนาดใหญ่สองคน ซึ่งไทยต้องเลือกคบหาในมุมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง โดยย้ำว่าไทยไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับประเทศใด จึงต้องดำรงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองฝ่าย
สำหรับการรับมือแรงกดดันจากมหาอำนาจ กองทัพต้องดำเนินยุทธศาสตร์อย่างยืดหยุ่น ยอมรับการแลกเปลี่ยนในบางเรื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ งานด้านการต่างประเทศและการข่าวของกองทัพจึงต้องสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะบุคลากรที่จะไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยทูตทหารในต่างประเทศ จะต้องเสริมสร้างทักษะการทูตฝ่ายทหาร การแสวงหาข่าวสารเชิงลึกทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนมีเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อประเมินสถานการณ์และเจตนารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างถูกต้อง
เผยทิศทางความมั่นคงห้วงอวกาศ เตรียมส่งดาวเทียม “นภา 3-4”
นอกจากนี้ ผบ.ทอ. ได้กล่าวถึงสภาวะความมั่นคงในห้วงอวกาศ โดยยกกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศการติดตั้งอาวุธในอวกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และดาวเทียมสื่อสารสตาร์ลิงก์ (Starlink) ที่มีจำนวนหลายหมื่นดวง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 40,000 ดวงในอนาคต
แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการแข่งขันและการรบทางอวกาศ (Star Wars) รวมถึงการขยายเขตอิทธิพลไปยังดวงจันทร์ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเท่าทันสถานการณ์และเตรียมพร้อมในการคุ้มครองทรัพยากรทางอวกาศของตนเอง โดยปัจจุบันกองทัพอากาศอยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำโครงการดาวเทียม “นภา 3” และ “นภา 4” พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศเพื่อความมั่นคงแห่งชาติต่อไป

