ตร. เปิดยุทธการรถขยะอำพราง! บุกทลายรังยาเมืองกรุง รวบ “บังดำ” หัวจ่ายใหญ่ประเวศ พร้อมสมุน 5 ราย

“รองจ๋อ” นำทีมตำรวจนครบาลผนึก ป.ป.ส.–กทม. ใช้รถขยะอำพรางบุกชุมชนอ่อนนุช ค้น 5 จุด รวบ 6 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า–ไอซ์–เคตามีน พบผู้เสพอีก 9 ราย ก่อนตามรวบ “บังดำ” ถึงบ้านเช่าสมุทรปราการ ตำรวจเผยประวัติเคยถูกดำเนินคดี 7 คดี เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เร่งขยายผลเส้นทางเครือข่ายและหลักฐานในโทรศัพท์มือถือ

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้ยุทธการ “รถขยะอำพราง” โดยใช้กลยุทธ์ปลอมตัวเข้าพื้นที่ชุมชนที่มีเส้นทางคับแคบ ซับซ้อน และมีการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ก่อนเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้รวม 6 ราย รวมถึงผู้ต้องหาที่ตำรวจระบุว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญในย่านประเวศ

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ “รองจ๋อ” ผู้รับผิดชอบงานปราบปรามยาเสพติด นำกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.) สนธิกำลังร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร นำโดย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.กทม. พร้อมประสานความร่วมมือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายดังกล่าวเปิดปฏิบัติการค้น 5 จุด รวบ 6 ผู้ต้องหา

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกว่า 50 นาย นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 5 จุด ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยเริ่มจากชุมชนบริเวณท้ายซอยอ่อนนุช เขตประเวศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตำรวจสืบสวนพบข้อมูลการแพร่ระบาดของยาเสพติดผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้ 5 ราย ประกอบด้วยนายร๊อต (สงวนนามสกุล) น.ส.ทิพวรรณ (สงวนนามสกุล) น.ส.บุษรา (สงวนนามสกุล) นายณัฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) นายปฏิวัติ (สงวนนามสกุล)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบผู้เสพยาเสพติดในชุมชนอีก 9 ราย ซึ่งได้นำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามขั้นตอนจากการขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่ใช้ฉายาว่า “บังดำ” ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ประเวศ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทราบแหล่งพักอาศัยของบุคคลดังกล่าวได้ กระทั่งชุดสืบสวนได้รับเบาะแสจากสายลับ จึงติดตามไปยังบ้านเช่าแห่งหนึ่งในตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดตามรวบ “บังดำ” ถึงบ้านเช่าแพรกษา

ผู้ต้องหารายสำคัญที่ถูกจับกุมคือ นายสมภพ (สงวนนามสกุล) หรือ “บังดำ” อายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพมหานครเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ จ.1001/2569 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ได้แก่ ยาบ้าและยาไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีน โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าหรือก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยผิดกฎหมายรวมถึงข้อหาร่วมกันครอบครองวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทเคตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีการกระทำความผิดตามที่สมคบกัน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุมยาบ้าจำนวน 120,000 เม็ด ในพื้นที่ย่านประเวศ ซึ่งเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานจนขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ยึดยาบ้า–ไอซ์–เคตามีน พร้อมรถและโทรศัพท์จากการตรวจค้นและจับกุม เจ้าหน้าที่รายงานผลการตรวจยึดของกลางและทรัพย์สิน ประกอบด้วยยาบ้า จำนวน 1,644 เม็ดยาไอซ์ น้ำหนัก 63 กรัมเคตามีน น้ำหนัก 2.5 กรัมโทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง รถยนต์โตโยต้า จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 5 คัน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ พบข้อความสนทนาที่อาจเกี่ยวข้องกับความพยายามแทรกแซงพยานและการดำเนินคดี รวมถึงข้อมูลการติดต่อกับทนายความ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงกับคดีอื่นนอกจากนี้ ตำรวจยังอ้างว่าพบข้อมูลการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนร้องเรียนเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมในคดีก่อนหน้า โดยมีประเด็นกล่าวอ้างเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายเพื่อใช้ต่อสู้คดี ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบต่อไป

เปิดประวัติถูกดำเนินคดี 7 คดี ตั้งแต่ยาเสพติดถึงคดีอุกฉกรรจ์

จากการตรวจสอบประวัติ นายสมภพ หรือบังดำ เจ้าหน้าที่ระบุว่าเคยถูกดำเนินคดีอาญามาแล้วอย่างน้อย 7 คดี ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวีนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง ประกอบด้วย

(คดีที่ 1) เหตุเกิดเมื่อพ.ศ.2550 ถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองยาบ้าเพื่อจำหน่าย ในพื้นที่ สน.ประเวศ

(คดีที่ 2) วันที่ 10 กันยายน 2551 ถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จากเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ในพื้นที่ สน.ประเวศ

(คดีที่ 3) พ.ศ. 2552 ถูกดำเนินคดีข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ในพื้นที่ สน.พระโขนง

(คดีที่ 4) วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ถูกดำเนินคดีข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา หน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกาย จากกรณีนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งเข้าแจ้งความว่า ขณะยืนรอรถโดยสารประจำทาง มีชายขับรถจักรยานยนตถเข้ามาอาสาพาไปส่งสถานศึกษา แต่กลับพาไปยังห้องพัก ก่อนกักขัง ทำร้ายร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศ เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ประเวศ

(คดีที่ 5) วันที่ 28 มิถุนายน 2555 ถูกดำเนินคดีข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่ สน.ประเวศ

(คดีที่ 6) วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557 ถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น จากเหตุใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้เสียหาย ในพื้นที่ สน.ประเวศ

(คดีที่ 7) พ.ศ. 2559 ถูกดำเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน ในพื้นที่ สน.ประเวศ

ทั้งนี้ ประวัติข้างต้นเป็นข้อมูลการถูกดำเนินคดีตามที่เจ้าหน้าที่รายงาน มิได้หมายความว่าผู้ต้องหาได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดในทุกคดี

แกะรอยนาน 2 สัปดาห์ หัวจ่ายหวาดกลัวไม่กล้าซัดทอด

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ก่อนเปิดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้สืบสวนขยายผลจากคดียาเสพติดหลายคดีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพบว่าข้อมูลจากผู้ต้องหาหลายรายมีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่ใช้ฉายาว่า “บังดำ” แต่ในระยะแรก เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลที่แท้จริงได้ เนื่องจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมและมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายมักแสดงอาการหวาดกลัว เมื่อถูกสอบถามถึงบุคคลดังกล่าว และไม่ยอมให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้การสืบสวนขยายผลเป็นไปด้วยความยากลำบากกระทั่งชุดสืบสวนรวบรวมข้อมูลจนสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ว่า บังดำคือ นายสมภพ อายุ 38 ปี ซึ่งตำรวจเชื่อว่ามีบทบาทเป็นหัวหน้าเครือข่าย คอยควบคุมและสั่งการผู้จำหน่ายยาเสพติดรายย่อยอย่างเป็นระบบ

เจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่แพร่ระบาดสำคัญอยู่บริเวณชุมชนหลังโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในซอยอ่อนนุช โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่เจ้าหน้าที่อำพรางตัวเข้าสืบสวน กลับไม่สามารถพบตัวผู้ต้องหารายสำคัญได้แม้แต่ครั้งเดียวตำรวจประเมินว่าเครือข่ายมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของบุคคลแปลกหน้าเป็นอย่างดี จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสืบสวนและวางแผนเข้าพื้นที่ใหม่

ส่ง “สารวัตรแจ๊ะ” แฝงตัว ก่อนใช้รถขยะเปิดทาง

พล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยถึงความยากลำบากในการปฏิบัติการว่า สภาพพื้นที่เป้าหมายเป็นชุมชนแออัด มีเส้นทางเข้าออกคับแคบและซับซ้อน ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกัน ทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าไปในพื้นที่ถูกสังเกตได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์ใช้บุคคลคอยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสืบสวน บางครั้งมีการนัดหมายซื้อขายยาเสพติดในบริเวณกองขยะรกร้าง ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยาก จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชากาตำรวจนครบาล หรือ “สารวัตรแจ๊ะ” ใช้กลยุทธ์อำพรางตัวเข้าไปสืบหาข่าวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชุดปฏิบัติการใช้เวลาประชุมวางแผนหลายวัน เพื่อกำหนดวิธีเข้าถึงจุดเป้าหมายโดยไม่ให้เครือข่ายรู้ตัว ก่อนเลือกใช้ยุทธวิธี “รถขยะอำพราง” อาศัยลักษณะการทำงานของรถเก็บขยะที่สามารถเข้าถึงชุมชนได้ตามปกติ เป็นส่วนหนึ่งของแผนเข้าตรวจค้นและจับกุมเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังเข้าพื้นที่เป้าหมายพร้อมกันตามแผนที่วางไว้ สามารถเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้ ก่อนขยายผลติดตามจับกุมตัวผู้ที่ตำรวจระบุว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายได้สำเร็จ

“บังดำ” ปฏิเสธทุกข้อหา ขอใช้สิทธิปรึกษาทนาย

ภายหลังถูกจับกุม นายสมภพ หรือบังดำ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่าไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตนด้วยเรื่องใด ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และขอใช้สิทธิปรึกษาทนายความ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีพยานหลักฐานจากการสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดหลายคดี รวมถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารและหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา ซึ่งจะนำมาประกอบสำนวนการสอบสวนทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสมภพและผู้ต้องหาในเครือข่ายรวม 6 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องและเครือข่ายยาเสพติดเพิ่มเติม

“รองจ๋อ” ลั่นขยายผลทุกเครือข่าย ไม่ปล่อยยาเสพติดทำลายชุมชน

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงาน ป.ป.ส.กรุงเทพมหานคร และกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนอย่างจริงจังการดำเนินการไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับกุมผู้จำหน่ายรายย่อยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสืบสวนขยายผลไปถึงผู้ควบคุมและสั่งการเครือข่าย รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องกัน

จากผลการสืบสวนล่าสุด เจ้าหน้าที่พบข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจเชื่อมโยงผู้ต้องหากับคดียาเสพติดอีกหลายคดี จึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมายรอง ผบช.น. ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยให้ความสำคัญกับการตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้า ควบคู่กับการนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับประชาชนในชุมชน

พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นเบาะแสการจำหน่ายยาเสพติดหรือความเคลื่อนไหวของเครือข่ายค้ายา สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนตำรวจ 191 หรือสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมงปิดท้ายข่าว: ปฏิบัติการ “รถขยะอำพราง” ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางการใช้ยุทธวิธีสืบสวนเข้าถึงพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เคยประสบปัญหาในการปฏิบัติงาน โดยผลการจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย และการนำผู้เสพอีก 9 รายเข้าสู่กระบวนการบำบัด เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ประเวศและพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป