ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวของ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล ในการป้องกันน้ำท่วม และช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแบบต่อความยาวสาวความยืด

เนื่องจากผู้ประสบภัยนับล้านครอบครัวสัมผัสได้ถึงความไร้ศักยภาพของรัฐบาลลูกเทพตั้งแต่หัวยันปลายหางแล้วว่าจัดสำคัญยกขบวนไปอวยพรวันเกิด นายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย อยู่เหนือความทุกข์ยากของประชาชน
แม้แต่นายอนุทิน ลูกเทพตัวพ่อยังไม่รู้สภาพของข้าราชการระดับอธิบดีเลยว่ากรมไหนยังไม่ตั้งอธิบดีแทนเกษียณอายุบ้าง ด้วยการปล่อยไก่ถามหาอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ว่ามาไหม ทางรองอธิบดีฯมาร่วมประชุมบอกว่านั่งรักษาการณ์อยู่เพราะอธิบดีฯเกษียณอายุ
ถ้ากรมอุตุฯอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ตำหนิเลย แต่กรมอุตุฯสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นั่งเป็นเจ้ากระทรวงฯ ทำให้อดคิดไม่ว่าทั้งนายอนุทินและนายไชยชนก มีความใส่ใจเกี่ยวกับการบริหารประเทศแค่ไหน หรือมาบริหารเพียงเพื่อดูแลผลประโยชน์ให้พวกพ้องเท่านั้น
เมื่อสอบตกในบริบทของการแก้ปัญหาน้ำท่วม เพื่อแก้ตัวหรือเพื่อยืนยันว่ารัฐบาลลูกเทพบริหารเป็น ในจังหวะที่น้ำหลายพื้นที่กำลังลด และหลายพื้นที่ยังชุลมุนเพราะไร้การบริหารแบบรวมศูนย์ ด้วยการมองไปข้างหน้าว่าจะเขียนแผนเพื่อเยียวยาพร้อมกอบกู้สภาพความเป็นอยู่ของเหยื่ออุทกภัยอย่างไร ?
จากข้อมูลจากอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งว่าเกิดอุทกภัยในพื้นที่ 27 จังหวัด 123 อำเภอ 984 ตำบล 7,215 หมู่บ้าน รวมกรุงเทพฯ ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,154,875 ครัวเรือน 3,160,972 คน เฉพาะกรุงเทพฯได้รับผลกระทบถึง 329,000 ครัวเรือน
ตัวเลขกว่าหนึ่งล้านครอบครัวพอทำนายได้ว่าเกินกว่า 5 แสนครอบครัวแทบสิ้นเนื้อประดาประตัว เพราะล้วนเป็นประชาชนระดับกลางถึงระดับล่าง เป็นกลุ่มที่ไร้ทุนเงิน เก็บออมน้อย
ยกตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ แฟลตคลองจั่น มีผู้อยู่อาศัยเกือบ 4,000 ครอบครัวหรือแฟลตเคหะร่มเกล้ามีผู้อยู่อาศัยประมาณ 7,000 ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยหรือมนุษย์เงินเดือนมีรายได้แบบเดือนชนเดือน บางเดือนติดลบ หลายครอบครัวต้องใช้รถกระบะ รถจักรยานยนต์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถซาเล้ง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เจอน้ำท่วมแบบฉับพลัน ได้รับความเสียหายแถมถูกน้ำท่วมขังขาดรายได้
ขณะที่ภาคตะวันออก ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี ชาวบ้านเจออุทกภัยอย่างแสนสาหัส สวนผลไม้ที่กำลังเติบโต สวนทุเรียนหลายแห่งลุ้นจะรอเก็บผลผลิตปี 2570 ต้องยืนต้นตายจำนวนมาก รวมถึงผลผลิตการเกษตรอื่นๆได้รับความเสียหายไม่แพ้กัน
อีกความเสียหายหนึ่งที่รัฐบาลต้องใส่เป็นพิเศษคือพวกสารพิษตามนิคมอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน ถูกน้ำท่วมสารพิษไหลไปตามน้ำสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง กระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมทั้งระยะสั้น ระยะยาวและอาจถึงขั้นทำลายสภาพดินที่ต้องใช้ทำการเกษตรอีกต่างหาก
ตัวอย่างที่ยกเป็นสภาพความเดือดร้อนเพียงบางส่วนเท่านั้น แม้รัฐบาลจะประกาศจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นครอบครัวละ 9,000 บาท เป็นเพียงการบรรเทาได้เฉพาะหน้าที่ใช้จ่ายในการซื้อเครื่องมือทำความสะอาดบ้านหรือซื้อเครื่องครัวทดแทนที่เสียหายเพื่อประกอบอาหารประทังชีวิตไปก่อนเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยนายอนุทิน ต้องระดมสมองจากรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจทุกกระทรวงล้อมวงกันถกแผนระยะสั้นและระยะยาว ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยระยะสั้นหาทางช่วยเหลือด้านเครื่องมือทำมาหากินก่อน เช่นฟื้นฟูสภาพร้านค้าตามชุมชน ฟื้นฟูสภาพรถที่จมน้ำที่ไม่มีประกันภัยชั้น 1 ด้วยการให้บริการฟรีหรือให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้แบบดอกเบี้ยต่ำๆ หรือปลดดอกเบี้ย 1-2 ปี เพื่อตั้งตัวได้ก่อน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแผนฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้งสวน ไร่ นา เลี้ยงสัตว์ และเกษตรด้านอื่นๆ ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว กระทรวงการคลังจัดหางบประมาณสนับสนุน ทุกโครงการ กระทรวงพลังงานหาแนวทางลดราคาพลังงานให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยรัฐมนตรีฯคุยโม้ไปวันๆเท่านั้น กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจัดการโรงงานเถื่อน โรงงานปล่อยกากอุตสาหกรรม ด้วยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนำมาเป็นทุนแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
แนวทางที่”จอมมารน้อย” นำเสนอนี้เป็นเพียงพื้นๆ เท่านั้น แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี คงมีแนวคิดที่เหนือชั้นพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว
ที่สำคัญคงไม่ยึดการทำงานแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามที่ถนัดและทำอยู่เป็นประจำ แต่หากว่ายังยึดแนวทางนี้ รัฐบาลพึงระวังไว้โอกาสที่จะเกิดมวลชนรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงเพราะความอดยากมีสูงยิ่ง ถึงเวลานั้นอาจจะเอาไม่อยู่ถึงขั้นทำบ้านเมืองกาลียุคได้
จึงขอให้นายอนุทิน พึงระวังไว้เพราะก่อนจะเกิดมหาอุทกภัยเคยยอมรับเองว่าเมืองไทยอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงแล้ว !!!


