วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ศาลภาษีอากรกลาง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยหลังการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีฟ้องคัดค้านการเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปฯ รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายโจทก์เบิกความ 2 ปาก ได้แก่ นายทักษิณ และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ส่วนฝ่ายจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร 2 ปาก
นายวิญญัติ ระบุว่า คดีนี้ขอให้ศาลคุ้มครองและชะลอการบังคับทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ชั่วคราว ไม่ได้เป็นการขอเพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีทันที แต่หวั่นเกรงว่าหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินไปก่อน แล้วต่อมานายทักษิณชนะคดี จะเกิดความเสียหายที่ยากแก่การแก้ไข โดยปัจจุบันมีทรัพย์สินที่ถูกอายัด เช่น เงินในบัญชีราว 90 ล้านบาท, ที่ดินกรรมสิทธิ์ร่วมที่ จ.เชียงใหม่ และรถยนต์ 5 คัน (รวมรถกันกระสุน 2 คัน ซึ่งจำเป็นต่อความปลอดภัยของนายทักษิณ)
สำหรับข้อโต้แย้งหลัก ฝ่ายโจทก์ตั้งข้อสังเกตว่า ภาษีเงินต้นประมาณ 5,800 ล้านบาท ที่นำไปสู่ยอดเรียกเก็บรวม 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นเงินได้ก้อนเดียวกับเงินขายหุ้นชินคอร์ปฯ กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ที่เคยถูกคำพิพากษาตกเป็นของแผ่นดินและนำส่งรัฐไปแล้วหรือไม่ หากเป็นเงินก้อนเดียวกัน การมาเรียกเก็บภาษีซ้ำอีกจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและขาดความเป็นธรรม พร้อมยกทฤษฎี “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” โต้แย้งว่ากระบวนการทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจากคณะยึดอำนาจ
ส่วนประเด็นการฟ้องล้มละลาย นายวิญญัติ ชี้ว่ายังเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันอยู่ว่ามีภาระหนี้ภาษีจริงหรือไม่ จึงควรชะลอไว้ก่อน ทั้งนี้ อัยการได้ขอขยายเวลายื่นคำให้การเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากคดีมีความซับซ้อน โดยศาลภาษีอากรกลางได้นัดฟังคำสั่งเรื่องการขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พ.ย. 2569 เวลา 09.00 น.

