กรุงเทพฯ, 4 ต.ค.69 – นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเป็นธรรม กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงิน 500,000 บาทเพื่อแลกกับโอกาสเข้าศึกษาในหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ว่า สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันตามกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา และมีบทบาทสำคัญด้านประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการคัดเลือกและความเป็นกลางของสถาบันโดยตรง
“มีรายงานว่าผู้กล่าวหาเคยแจ้งความกรณีเงิน 500,000 บาท ก่อนถอนคำร้องทุกข์ โดยมีรายงานว่ามีการเจรจาและนำเงินจำนวนดังกล่าวไปคืน เรื่องนี้ทำอย่างนั้นได้หรือ ง่ายไปไหม ขณะเดียวกัน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายืนยันว่าไม่เคยรับหรือคืนเงินเพื่อให้ถอนแจ้งความ และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เราจึงต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน” อดีต สส.พรรคเป็นธรรม กล่าว
นายกัณวีร์ กล่าวว่า สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า หากมีการคืนเงินจริง เงินมาจากไหน ใครเป็นผู้จ่ายและผู้รับ และการถอนแจ้งความเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด การคืนเงินหรือถอนแจ้งความจะทำให้ข้อสงสัยทั้งหมดหมดไปได้อย่างไร ส่วนการตรวจสอบบัญชีของสถาบันที่ไม่พบรายการเงินบริจาค 500,000 บาท เป็นข้อมูลที่ต้องนำมาพิจารณา แต่ยังไม่ใช่คำตอบต่อทุกประเด็น โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานเรื่องการคืนเงิน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธว่าไม่เคยรับหรือคืนเงิน “ต้องตรวจสอบเส้นทางเงิน เอกสาร และคำให้การของทุกฝ่ายให้ชัดเจน ไม่ใช่เลือกเชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้วประกาศว่าเรื่องจบแล้ว”

นายกัณวีร์ ระบุว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยประธานรัฐสภาในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าเป็นจุดเริ่มต้นที่ควรทำ แต่สังคมยังต้องการคำตอบว่า คณะกรรมการมีความเป็นอิสระเพียงใด กำลังตรวจสอบประเด็นใด จะแล้วเสร็จเมื่อใด และจะเปิดเผยผลต่อสาธารณะอย่างไร ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรกำลังติดตามเรื่องนี้ด้วย “ตำแหน่งประธานรัฐสภาไม่ได้มีไว้เพียงรับทราบปัญหา เมื่อข้อครหาสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ผู้มีหน้าที่กำกับต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมคลี่คลายเรื่องนี้ด้วยข้อเท็จจริง การตั้งกรรมการต้องตามมาด้วยการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ และมีกรอบเวลาชัดเจน”
นายกัณวีร์ ย้ำว่า ผู้เข้าอบรมทุกคนไม่ควรถูกเหมารวมว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สถาบันก็ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงและตรวจสอบกระบวนการคัดเลือกอย่างตรงไปตรงมา เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และรักษาความเชื่อมั่นต่อองค์กรซึ่งได้รับงบประมาณจากภาษีประชาชนและมีพันธกิจด้านประชาธิปไตย “ผมชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า และอยากเห็นสถาบันดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ เป็นกลาง และได้รับความเชื่อมั่น การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่การทำลายสถาบัน แต่เป็นการปกป้องสถาบันและธำรงความเป็นกลางของรัฐสภา”
อดีต สส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ได้ติดตามการอภิปรายของนายปรีติ เจริญศิลป์ หรือ “ทนายแตง” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ซึ่งหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นอภิปรายระหว่างการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และเรียกร้องให้เร่งดำเนินการ “เรื่องนี้ไม่ควรจบเพียงเพราะมีรายงานว่าเงินห้าแสนบาทถูกคืน หรือมีการถอนแจ้งความ ต้องจบด้วยข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผมขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาและคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่อย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นคำตอบ และอย่าปล่อยให้ข้อครหาทำลายความไว้วางใจต่อสถาบันที่เราทุกคนควรร่วมกันรักษาไว้”

