”ผบ.สำราญ”ต้องงัดกลยุทธ์มัดใจ”รุ่นพี่-รุ่นน้อง”ต้านภัยอาชญากรรม ยุคข้าวยากหมากแพง-พิษน้ำท่วม

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เข้านำทัพสีกากีกว่า 2 แสนนาย บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนทั่วประเทศ รับมือกับภัยอาชญากรรมทุกชนิด ซึ่งบทบาทการนำของ พล.ต.อ.สำราญ จะถูกจับตามมองเป็นพิเศษว่ามีศักยภาพหรือมีกึ๋นพอที่จะทำให้ตำรวจกว่า 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ในแถวพร้อมใจทุ่มเททำงานในหน้าที่แบบเต็มกำลังหรือไม่ ?

                   ที่ตั้งปุจฉาแบบนี้เป็นเพราะ พล.ต.อ.สำราญ จะครองตำแหน่งเจ้าสำนักปทุมวันยาวถึง 7 ปี เว้นจะมีสัญญาใจกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.มีเส้นทางก้าวหน้าในราชการทำนองเดียวกันว่า หลังนั่ง 4-5 ปีแล้วจะหลีกทาง ตามกระแสข่าวที่ปล่อยกันออกมา

            หากข่าวปล่อยนี้เป็นจริงยังถือว่าพล.ต.อ.สำราญ นั่งยาวอยู่ดี ถ้ามองเชิงบวกถือว่าเป็นประโยชน์ต่อองค์กรตำรวจที่จะได้มีการวางแผนจัดระบบต่างๆให้เข้าที่เข้าทาง ทำให้ตำรวจมีขวัญกำลังใจในการทำงานมากขึ้น แต่ถ้ามองเชิงลบจากอดีตที่ผ่านมาอดีต ผบ.ตร.บางคนแม้นั่งในตำแหน่งนานมิได้พัฒนาให้องค์กรตำรวจดีขึ้นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่งที่ พล.ต.อ.สำราญ พึงศึกษาไว้

          ที่ พล.ต.อ.สำราญ มองข้ามไม่ได้เด็ดขาดคือการก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ก้าวข้ามรุ่นพี่จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ(นรต.)อย่างน้อย 7 รุ่น กระจายกันครองตำแหน่งต่างๆตั้งแต่ระดับรองผบ.ตร.ยันสารวัตร(สว.) และแวดวง นรต.ต่างทราบกันดีว่าให้ความสำคัญกับระบบซีเนียร์ แต่ยังยอมรับหากรุ่นน้องมีความรู้ความสามารถก้าวเป็นผู้นำแล้วมองรุ่นพี่อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน

                นอกจากนี้ยังมีโจทย์ยากที่ พล.ต.อ.สำราญ ต้องแก้ คือระดับผู้บังคับการ(ผบก.)ขึ้นไป มีจำนวนไม่น้อยที่มุ่งหวังจะก้าวสู่บัลลังก์เจ้าสำนักปทุมวัน อาจจะขาดความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพราะต่างรู้ว่าถึงทุ่มเทแค่ไหนโอกาสที่ผงาดคว้ารหัสพิทักษ์ 1 มาครองแทบจะไร้หนทาง และหากถ้าข่าวปล่อยว่า พล.ต.ท.จิรเดช จะรับไม้ต่อ หนทางจะมืดมนหรือไม่นั่นคือคำถาม.?

              ขณะเดียวกันมีเสียงนินทาในแวดวงสีกากีว่าหากตำรวจนายไหนอยากเจริญก้าวหน้ามีพร้อมทั้งลาภ ยศ ต้องวิ่งเต้นต่อสายเข้าสังกัด พล.ต.อ.สำราญ และพล.ต.ท.จิรภพ ให้ได้แล้วทุกอย่างจะเข้าเป้าตามที่หวัง ส่วนสังกัดอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบๆ

            ประเด็นที่นำเสนอถ้ามองผิวเผินคงอนุมานได้ว่า”พล.ต.อ.สำราญ”คงผ่านฉลุย แต่”ประดู่แดง”อยากให้มองแบบวิเคราะห์ทั้ง พล.ต.อ.สำราญและทีมงาน โดยเฉพาะกรณีรุ่นพี่ที่ถูกข้ามหัวทั้งที่มีความศักยภาพพอๆหรือเหนือกว่าพล.ต.อ.สำราญ หรือไม่.?
           
รุ่นพี่เหล่านี้ต่างรับสภาพและยอมรับที่ พล.ต.อ.สำราญ มาเป็นผู้นำ เพราะบุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตนบวกกับอัธยาศัยที่ดีให้เกียรติทักทายรุ่นพี่ แต่พอได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.รุ่นพี่บางกลุ่มเริ่มนินทาว่า อากัปกิริยาเริ่มเปลี่ยน มีทั้งมองข้าม บางครั้งแกล้งมองไม่เห็นเมื่อได้เจอกัน ถ้ามีใจสภาพบุรุษสีกากีที่แท้จริง เมื่อแต่งตั้งจบ ก็ควรจบ เสมือน นักมวยเมื่อครบยกยังสวมกอด ก้มกราบกัน ประชาชนอยากเห็นภาพ ลูกผู้ชายแบบนั้น ไม่ใช่ลอยตัว เกียร์ว่าง

           หากเสียงนินทานี้เป็นจริงบวกกับความคาดหวังของกลุ่มตำรวจที่จะก้าวสู่บัลลังก์เจ้าสำนักปทุมวัน แต่ถูกดับฝัน ตำรวจเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหัวหน้าหน่วย หากพร้อมใจกันทำงานแค่ตามหน้าที่ ไร้ทำงานเชิงรุก ยึดระเบียบทุกอย่างไม่ให้บกพร่อง จัดว่า พล.ต.อ.สำราญ ตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงไม่น้อย
           
ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับเองว่าอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง บวกกับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หลายหมื่นครอบครัวต้องทนทุกข์สิ้นเนื้อประดาตัว ขาดรายได้  รถยนต์และรถจักรยายนต์ ที่ใช้ทำมาหากินนับหมื่นคันจมน้ำ

     ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมทั้งสิ้น องค์กรตำรวจคือเจ้าภาพหลักที่ต้องแบกรับ ซึ่งเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของพล.ต.อ.สำราญ ที่ต้องแก้

           ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปต้องจับตาดูว่า พล.ต.อ.สำราญ นวลมา มีเสน่ห์พอที่จะมัดใจรุ่นพี่และรุ่นน้องให้มาช่วยทำงานแบบทุ่มเทเพื่อรับมือกับภัยอาชญากรรมในยุคข้าวยากหมากแพงหรือไม่ ?มันการบ้านที่เจ้านามเรียกขาน พิทักษ์ 1 จะต้องนำไปคิด เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง เพื่อนำองค์กรตำรวจ ให้ประชาชนได้เกิดความศรัทธา ตลอด 7 ปีที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนที่ 16