“ดร.เอ้” จี้รัฐตอบ น้ำท่วมกรุงมีสัญญาณเตือน ทำไมเอาไม่อยู่!! ลั่นอย่าเอาคำว่า “ฝนตกหนัก” มาอ้างเอาตัวรอด แนะ 3 แนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สุชัชวีร์

กรุงเทพฯ, 2 ต.ค. 2569 – พรรคไทยก้าวใหม่จัดเวทีเสวนา “คนไทยต้องทนน้ำท่วมตลอดไปใช่ไหม?” โดยมี “ดร.เอ้” นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และนายเรวัตร คงชาติ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ AI ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม พร้อมเสนอแนวทางรับมือทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยนายสุชัชวีร์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากโดยเฉพาะพื้นที่เขตลาดกระบังว่า ช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2565 เคยเกิดน้ำท่วมหนัก และตนเคยลงพื้นที่เรียกร้องให้มีการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบริเวณคลองประเวศบุรีรมย์อย่างเหมาะสม แต่จนถึงวันนี้ผ่านไปเกือบ 4 ปี ปัญหากลับเกิดขึ้นซ้ำ และครั้งนี้สถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น จึงตั้งคำถามว่า บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งก่อนถูกนำไปปรับปรุงแก้ไขจริงหรือไม่

โดยเฉพาะการบริหารจัดการ คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งเป็นเส้นทางรับน้ำจากหลายพื้นที่ ทั้งลาดกระบัง หนองจอก และมีนบุรี ก่อนระบายต่อไปยังสถานีสูบน้ำพระโขนง จึงควรตรวจสอบว่าก่อนเกิดเหตุมีการพร่องน้ำในคลองไว้เพียงพอหรือไม่ รวมถึงการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและการเดินเครื่องสูบน้ำตลอดแนวคลองทำงานสอดประสานกันมากน้อยเพียงใด “หากมีการเตรียมระบบรองรับน้ำอย่างเหมาะสม ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดน้ำจึงยังเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชน” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่กล่าว

ดร.เอ้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนวันที่ 21 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยามีข้อมูลคาดการณ์ฝนหนักในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยวันที่ 21 กันยายน กรมอุตุฯ ระบุว่ากรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงยังมีฝนตกหนักบางแห่ง และเตือนให้ระวังฝนตกหนักและฝนสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะเดียวกันยังคาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 23–27 กันยายนจะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากบางแห่ง จึงมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทั้งข้อมูลและช่วงเวลาในการเตรียมรับมือ สามารถวางแผนพร่องน้ำและเตรียมระบบระบายน้ำล่วงหน้าได้ แต่ยังมีคำถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการแจ้งเตือนประชาชน

พร้อมเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ว่า มีประเด็นที่ต้องนำมาทบทวนเช่นเดียวกัน คือเรื่อง สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า การเตรียมความพร้อม และการสื่อสารกับประชาชน โดยระบุว่า “การแจ้งเตือนของภาครัฐ มาเตือนทีหลังไม่ได้เรียกว่าเตือน” พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า หากมีข้อมูลพยากรณ์และสัญญาณเตือนล่วงหน้าแล้ว แต่การเตรียมระบบยังไม่สามารถลดผลกระทบได้ ก็จำเป็นต้องตรวจสอบกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

นายสุชัชวีร์ ยังย้ำว่า ไม่ควรใช้คำว่า “ฝนตกหนัก” เป็นคำอธิบายเพียงอย่างเดียว เพราะต้องตรวจสอบด้วยว่าระบบบริหารจัดการน้ำ ทั้งการพร่องน้ำ การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ และการเดินเครื่องสูบน้ำ ได้ดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ หากทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม สังคมยอมรับเพียงว่าเป็นผลจากฝนตกหนัก โดยไม่มีการตรวจสอบข้อบกพร่องของระบบ ปัญหาก็มีโอกาสเกิดซ้ำอีก “ถ้าประชาชนยังคิดแบบนี้ นักการเมืองก็จะไม่เปลี่ยน เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ คนต่อไป นายกรัฐมนตรีคนต่อไป หรือผู้มีอำนาจคนต่อไป ก็สามารถพูดได้ว่า ขอโทษครับ เพราะฝนมันตกเยอะจริง ๆ”

พร้อมระบุว่า การรับมือภัยพิบัติของภาครัฐไม่ควรจบลงเพียงการขอโทษ การเยียวยา และการถอดบทเรียน แต่ต้องนำบทเรียนไปปรับปรุงระบบอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการวางแผน การบัญชาการ และการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำหน้าที่บัญชาการอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนนายสุชัชวีร์ เสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ 1. ระดมเครื่องสูบน้ำจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนัก เพื่อเร่งระบายน้ำและเปิดทางให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายคนและทรัพย์สินได้อย่างปลอดภัย, 2. บริหารประตูระบายน้ำให้เป็นระบบเดียวกัน โดยประสานการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำตลอดเส้นทางให้ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งกลับไปสร้างผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่ง และ 3. เร่งแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย พร้อมจัดหายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นให้ประชาชนที่ยังต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังคงรายงานเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมว่า ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ สะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมพร้อมรับฝนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องในช่วงนี้