ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง “สัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์” เป็นเวลา 10 ปี หลังพิจารณาพยานหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. พบพฤติการณ์เป็นตัวกลางชักชวนผู้มีสิทธิเลือก สว. เข้าร่วมวางแผนลงคะแนน พร้อมมีการเสนอผลประโยชน์ตอบแทน ขณะที่ “ธนาวุฒิ แสงอรุณ” ผู้คัดค้านอีกราย ศาลยกคำร้อง เหตุพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่ากระทำผิด
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกา โดยเมื่อวันที่ 21 กันยายน มีคำพิพากษาตัดสิทธิเลือกตั้ง นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด จ.อุดรธานี บิดานายสุภีรภัทร ภูมิภักดิ์ ส.ส.อุดรธานี เขต 8 พรรคภูมิใจไทย เป็นเวลา 10 ปี
ทั้งนี้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้สมัคร ส.ว. เป็นผู้คัดค้านที่ 1 และนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้ถูกคัดค้านที่ 2
โดยคำบรรยายฟ้องระบุว่า กกต.ได้รับร้องเรียนจากผู้สมัคร ส.ว.คนหนึ่ง ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ มีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมาก
และก่อนวันเลือกมีบุคคลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลโทรศัพท์แจ้งให้ผู้สมัคร ส.ว.รายดังกล่าวเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส โดยมีผู้สมัคร ส.ว.เข้าร่วมหารือด้วยอีก 4 คน จากนั้นได้มีการชักชวนไปพูดคุยที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี โดยมีการสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 2 แสน – 10 ล้านบาทสำหรับกรณีผู้สมัคร ส.ว.ที่มีโหวตเตอร์จำนวนมาก
ในชั้นไต่สวนผู้คัดค้านที่ 1 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าถูกชักชวนให้ไปจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และประสงค์จะรับเงินส่วนแบ่งจากผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุมวางแผนการเลือก
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือคนกลางชักชวนหรือชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เพื่อสมคบคิดวางแผนหรือจัดเตรียมในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด โดยมีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) หรือเพื่อสมยอมกันในการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันมิได้เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 11 และมาตรา 33 เป็นการทุจริตการเลือกทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226
หลังจากเข้าสู่ศาล ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีส่วนได้เสียจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 2 ไปพบปะและรับประทานอาหารแต่ไม่ใช่การจัดประชุมหรือวางแผนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มิได้จัด ทำ ให้ เสนอให้หรือสัญญาจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกหรือบุคคลใดเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและประชุมปรึกษาแล้ว วินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2
เนื่องจากตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุเฉพาะผู้สมัครรับเลือกได้กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใด ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกับผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย
ศาลฎีกาพิจารณา คำเบิกความของพยาน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และมีพยานที่มีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และเป็นเพื่อนทางแอพพลิเคชั่นไลน์ มีหลักฐานเป็นโพยเลือก ส.ว.ระดับประเทศ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์เพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน
ฟังได้ว่าเป็นการกระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2
สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ศาลให้ยกคำร้อง เพราะในการไต่สวน 3 ครั้งมีการให้การไม่ตรงกัน อีกทั้งพยานที่ให้ถ้อยคำระบุไม่ขอเอ่ยนามคนที่จ่ายเงินสด 1 แสนบาท และแม้มีภาพถ่ายจากไลน์ ที่ใช้ชื่อ ธนาวุฒิ แสงอรุณ ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้ร้อง (กกต.) มิได้นำพยานเข้าไต่สวน หรืออ้างพยานเอกสารว่าผู้ร้องได้ตรวจสอบยืนยันว่าบัญชีการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 จริงหรือไม่
อีกทั้งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการดังกล่าว ก็มิได้ซักถามให้ได้ความแน่ชัดว่า บัญชีการใช้งานแอพพลิเคชั่นไลน์ดังกล่าว เป็นบัญชีการใช้งานของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่
ดังนั้น การจะรับฟังข้อความตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เอกสารหมาย ร.ค.1 หน้าที่ 178 ถึงหน้าที่ 183 ซึ่งเป็นโทษแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ถนัดนัก
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้านที่ 1

