สช. ชง 6 มาตรการรับมือโลหะหนักลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ดันเข้า ครม. ยกเป็นวาระแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เดินหน้าผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง หลังผลกระทบขยายวงสู่สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พร้อมเปิดเวทีบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ โดยผลักดันข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์สถานการณ์ที่แม่นยำ และสามารถสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดทิศทางและกลไกการทำงานให้เกิดความเป็นเอกภาพ

“หัวใจสำคัญคือการนำข้อมูลและทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมาเชื่อมโยงกัน เพื่อให้การทำงานไม่แยกส่วน และสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน” นพ.สุเทพ กล่าว

การหารือครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อเสนอจากกระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเข้ากับการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการจัดการข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ประธานจัดการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ กล่าวว่า การขับเคลื่อนข้อเสนอจำเป็นต้องสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดระบบเฝ้าระวังและคุ้มครองสุขภาวะที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรณีที่แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ภายนอกประเทศ ซึ่งทำให้การจัดการปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการจัดการภายในประเทศ

เป้าหมายสำคัญคือการปิดช่องว่างด้านข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยง พร้อมรวบรวมข้อเสนอที่อยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ ดร.วรางคณา นาคเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอผลการประเมินผลกระทบทางสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) กรณีการปนเปื้อนสารพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นสุขภาพกาย แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตผลการศึกษาพบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหาร ส่งผลให้หลายครัวเรือนต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำและอาหารที่มั่นใจว่าปลอดภัย

ขณะเดียวกันรายได้จากภาคเกษตรกรรมและประมงได้รับผลกระทบ แม้ในบางกรณียังไม่พบอาการทางกายที่ชัดเจน แต่ความไม่มั่นใจต่อข้อมูลและมาตรการของภาครัฐส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนในชุมชน

ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า วิกฤตสารโลหะหนักในแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลข้ามพรมแดนจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ เนื่องจากผลกระทบอาจสะสมและขยายวงไปยังระบบนิเวศ แหล่งอาหาร และสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การยกระดับปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ การผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการมลพิษจากต้นกำเนิด โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองแร่ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในแหล่งน้ำประปาและพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการจัดตั้งกลไกเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาเกณฑ์เฉพาะสำหรับการประกาศภัยพิบัติจากมลพิษทางน้ำทั้งนี้ ที่ประชุมได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน 6 ด้าน ได้แก่ 1. ยกระดับปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ 2. แก้ไขปัญหาที่ต้นกำเนิด ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ 3. พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก ด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ 4. ลดความเสี่ยงจากการรับสัมผัสสารโลหะหนัก ผ่านน้ำดื่มและน้ำใช้ 5. พัฒนากลไกเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ 6. พัฒนาระบบข้อมูลและการสื่อสารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส และเป็นเอกภาพ

ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ และความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมเสนอแนวทางเชื่อมโยงภารกิจระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่เป็นการดำเนินงานแบบแยกส่วน และสามารถตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวสรุปการประชุมว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการสร้างความเป็นเอกภาพในการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งต้องมีระบบการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน และสอดคล้องกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องบูรณาการทั้งงานวิจัยเชิงวิชาการ การกำหนดค่ามาตรฐาน การประเมินความเสี่ยง และการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สำหรับขั้นตอนต่อไป สช. จะนำประเด็นและข้อเสนอจากเวทีหารือเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม