กทม. กางผลตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ 43 แห่ง ยันไม่พบปัญหา สั่งคุมเข้มมลพิษทางเสียง-ความร้อน พร้อมรับมือ AI

วันนี้(14 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ และ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงความคืบหน้าผลการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ ระบุว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม การกำกับดูแลจึงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน อาทิ การไฟฟ้านครหลวงพิจารณาด้านการใช้ไฟฟ้า การประปานครหลวงพิจารณาด้านการใช้น้ำ ส่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมธุรกิจพลังงานดูแลเรื่องการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ กทม. รับผิดชอบด้านใบอนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และสาธารณสุข โดยในอนาคตต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการของรัฐบาลว่าจะกำหนดให้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือไม่

จากการสำรวจพบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กที่แฝงอยู่ในอาคารต่างๆ จำนวน 43 แห่ง บางแห่งดำเนินการมานานกว่า 26 ปี มีการใช้ไฟกระจายตัวรวมประมาณ 2 เมกะวัตต์ ซึ่ง กทม. ได้นำข้อมูลเหล่านี้เข้าระบบเพื่อกำกับดูแลแล้ว สำหรับการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่ามี 12 แห่งที่ขออนุญาตกักเก็บเกิน 15,000 ลิตร (มี 1 แห่งกักเก็บถึง 90,000 ลิตร) ซึ่งดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและได้รับใบอนุญาต ส่วนอีก 31 แห่งใช้เครื่องปั่นไฟขนาดเล็กจึงไม่ต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน

สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบ Stand alone มีการขออนุญาตก่อสร้าง 6 แห่ง ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ในย่านบางกะปิและรามคำแหง ส่วนอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างชะลอใบอนุญาต ทั้งนี้ ภาพรวมการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 9,000 เมกะวัตต์ เป็นการใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 270 เมกะวัตต์ หรือไม่ถึงร้อยละ 3 ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับในพื้นที่ต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เดินหน้ากำหนดมาตรการตรวจสอบ 5 ด้านตามมาตรฐานสากลและกฎหมายควบคุมอาคาร ได้แก่

  1. ด้านมลพิษทางน้ำ ตรวจสอบการปล่อยของเสียเดือนละ 1 ครั้ง
  2. ด้านมลพิษทางอากาศ กำหนดให้ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์
  3. ด้านสาธารณสุขและความร้อน เฝ้าระวังเชื้อลีเจียนแนร์ (Legionella) จากหอหล่อเย็น (Cooling Tower) ปีละ 2 ครั้ง พร้อมควบคุมอุณหภูมิโดยรอบไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน 2-4 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับระบบ AI ต้องควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 2 องศาเซลเซียส
  4. ด้านมลพิษทางเสียง ค่าเฉลี่ยปกติต้องไม่เกิน 70 เดซิเบล และสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบลในช่วงทดสอบระบบ
  5. ด้านการป้องกันอัคคีภัย ต้องมีอุปกรณ์ดับเพลิงตามมาตรฐานและมีการซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน พรพรหม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเคยมีการร้องเรียนเรื่องมลพิษทางเสียง 1 ครั้ง จากการทดสอบเครื่องปั่นไฟสำรองในเวลากลางคืน กทม. จึงกำหนดให้ต้องรายงานช่วงเวลาทดสอบระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน ส่วนกรณีน้ำมันรั่วไหลย่านพระราม 9 กรมควบคุมมลพิษได้เข้าตรวจสอบและจัดการเรียบร้อยแล้ว

ชัชชาติ ยืนยันในตอนท้ายว่า จากการให้สำนักงานเขตลงพื้นที่ตรวจสอบทั้ง 43 จุด ยังไม่พบผลกระทบหรือข้อร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนรำคาญเพิ่มเติม กทม. จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบอำนาจที่มี โดยระหว่างรอมาตรการควบคุมเรื่องผังเมืองจากรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะชัดเจนในอีก 1 สัปดาห์ หากมีการยื่นขออนุญาตตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ กทม. จะรับเรื่องไว้แต่จะชะลอการพิจารณาไปก่อน จนกว่าจะมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากภาครัฐ