“กุลวลี” นำกมธ.ที่ดิน หาทางออก “คาร์บอนเครดิตป่าชุมชน” หลังเจอ 2 อุปสรรค เตรียมไปดูงานต้นแบบที่เพชรบุรีเพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ

กุลวลี

รัฐสภา, 10 กันยายน 2569 – นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กมธ..ที่ดิน) สภาผู้แทนราษฎร ป็นประธานการประชุม กมธ. เพื่อพิจารณาประเด็นการทำให้ประชาชนที่อยู่กับทรัพยากรได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาทรัพยากรนั้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่า ประเทศไทยมีป่าชุมชนราว 12,000 แห่ง เนื้อที่กว่า 6.3 ล้านไร่ ซึ่งชาวบ้านช่วยกันดูแล ลาดตระเวน และป้องกันไฟป่ามาโดยตลอดโดยไม่เคยได้ค่าตอบแทน ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับรายงานจากหลายหน่วยงานว่า การนำป่าชุมชนเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตยังติดขัดสองเรื่องสำคัญ คือ ค่าตรวจประเมินและรับรองโครงการที่มีราคาค่อนข้างสูง จนบางพื้นที่อาจไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินการ และ ปัญหาสถานะทางกฎหมายของคณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งยังไม่เป็นนิติบุคคล ทำให้เป็นคู่สัญญาซื้อขายและรับเงินได้ยาก จำเป็นต้องหาแนวทางขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง

นางกุลวลีกล่าวว่า  ที่ประชุมเห็นว่ามีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรจริงแล้ว คือ ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นป่าชุมชนแห่งแรกของประเทศที่ขึ้นทะเบียนและซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้จริง คณะกรรมาธิการจึงมีมติเดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อถอดบทเรียนไปขยายผลให้ป่าชุมชนอื่นทั่วประเทศ “เราไม่ปิดบังว่ายังมีอุปสรรค แต่เมื่อมีชุมชนหนึ่งทำสำเร็จแล้ว หน้าที่ของเราคือไปดูให้เห็นกับตาว่าเขาทำได้อย่างไร แล้วทำให้ชุมชนอื่นทำตามได้ง่ายขึ้น”

ขณะเดียวกัน สัดส่วนการแบ่งปันรายได้จากคาร์บอนเครดิตป่าชุมชน ควรคำนึงถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยง ซึ่งคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า หากค่าตรวจประเมินยังสูงเช่นนี้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน ในขณะที่อัตรารายได้ยังไม่สูงพอ อัตราดังกล่าวอาจยังไม่จูงใจให้ภาคเอกชนลงทุน นอกเสียจากจะดำเนินการในลักษณะ CSR ขององค์กรขนาดใหญ่

ปัจจุบันเริ่มมีภาคเอกชนรายใหญ่ลงพื้นที่สำรวจป่าชุมชนเพิ่มเติมแล้วในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี คณะกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอแนะให้กรมป่าไม้ ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำโครงการสร้างการรับรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตให้แก่ชุมชนที่ดูแลป่าชุมชน เพราะปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากชุมชนยังไม่เข้าใจขั้นตอนและสิทธิของตนเอง

นางกุลวลีกล่าวว่า เรื่องที่สอง ที่ประชุมหารือแนวทางการคัดแยกขยะในชุมชนร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนและผู้แทนผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า โดยผู้ประกอบการเสนอว่า ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากขยะรีไซเคิลหรือจากการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ควรมีมาตรฐานกำกับคุณภาพที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและทำให้สินค้าแข่งขันได้ คณะกรรมาธิการจึงกำหนดให้มีการหารือร่วมระหว่างผู้ประกอบการกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ในวันที่ 25 กันยายน 2569

“ถ้าสินค้าจากวัสดุรีไซเคิลไม่มีมาตรฐานรองรับ ผู้บริโภคก็ไม่กล้าซื้อ และเมื่อไม่มีคนซื้อ ราคารับซื้อของเก่าก็ตกลง ถึงมือซาเล้งและครัวเรือนที่คัดแยกน้อยลง มาตรฐานจึงไม่ใช่เรื่องของโรงงาน แต่เป็นเรื่องปากท้องของคนที่มีอาชีพเก็บของเก่าขายด้วย” ประธาน กมธ.ที่ดิน กล่าว

เรื่องที่สาม ที่ประชุมพบว่า กรมทางหลวงมีการนำเศษวัสดุก่อสร้างกลับมาใช้ในการทำถนนอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ยังไม่เคยนำไปคำนวณเป็นปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก ทำให้ผลงานที่ทำจริงไม่ปรากฏในบัญชีการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ประเทศไทยได้ยื่นเป้าหมายการมีส่วนร่วมฉบับที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยตั้งเป้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 เมื่อเทียบกับปีฐาน ค.ศ. 2019 ให้เหลือราว 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมเลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี ค.ศ. 2065 มาเป็นปี ค.ศ. 2050

คณะกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอแนะให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ดำเนินการร่วมกับกรมทางหลวง ในการคำนวณว่ากิจกรรมดังกล่าวช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เพียงใด และพิจารณานำไปรวมไว้ในเป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศ “เป้าหมายของประเทศเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก เราจึงไม่ควรปล่อยให้สิ่งที่หน่วยงานทำดีอยู่แล้วหายไปเฉยๆ เพราะไม่มีใครคำนวณ การนับให้ครบไม่ได้ใช้งบเพิ่มแม้แต่บาทเดียว แต่ทำให้ประเทศเข้าใกล้เป้าหมายได้จริง” ประธาน กมธ.ที่ดิน ระบุ