รัฐสภา, 11 กันยายน 2569 – สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล พร้อมระบุว่าหากเปรียบประเทศไทยเป็นบริษัทเอกชน การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และยังคงต้องกู้เงินเพิ่มทุกปี สถานะเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับบริษัทที่ล้มละลายจนต้องปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนเข้ายึดครองกิจการไปแล้ว
นายสุนทร ได้สะท้อน 3 จุดบกพร่องสำคัญในระบบราชการไทย ได้แก่ (1) วัฒนธรรมผลาญงบช่วงสิ้นปีงบประมาณ โดยเร่งจัดสัมมนาและประชาสัมพันธ์ในช่วงปลายปีเพื่อไม่ให้ถูกตัดงบในปีถัดไป แทนที่จะสนับสนุนและยกย่องหน่วยงานที่ใช้งบประมาณน้อยแต่สร้างผลสัมฤทธิ์ได้สูง (2) งบลงทุนสัดส่วน 20% ไร้การประเมินผลตอบแทน (IRR) มักถูกนำไปใช้ก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างที่ท้ายที่สุดกลายเป็นอาคารร้าง โดยขาดการคำนวณอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมที่แท้จริง (3) เงินนอกงบประมาณ สูงกว่างบประมาณประจำปี แต่กลับไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในกระทรวงกลาโหมที่ผู้ตรวจสอบงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตมาแล้วต่อเนื่อง 2-3 ปี

นอกจากนี้นายสุนทรยังชี้ให้เห็นปัญหางบกลางที่พุ่งสูงเกือบ 7 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่บวมขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จึงเสนอให้รัฐบาลปรับรูปแบบการทำบัญชีเป็น การบัญชีเพื่อการบริหาร (Managerial Accounting) โดยกระจายภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรกลับไปยังกระทรวงต้นสังกัด เพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและจัดการลดขนาดส่วนเกินได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ยังได้กล่าวชื่นชมกระทรวงกลาโหมที่เริ่มจัดทำแผนการเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้ว่าผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาจะบรรลุเป้าหมายเพียงร้อยละ 50 ก็ตาม
ในช่วงท้ายนายสุนทรได้เสนอยุทธศาสตร์ “Cut Fat & M&A” ด้วยการตัดไขมันส่วนเกินและควบรวมภารกิจที่ซ้ำซ้อน เช่น สำนักงาน ป.ย.ป. หรือกรมทางหลวงชนบทที่มีงานทับซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พร้อมตั้งคำถามครั้งสำคัญต่อบทบาทของ “วุฒิสภา” ว่ามีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าต่อภาษีประชาชนเพียงใด เนื่องจากไม่มีอำนาจในการตัดลดหรือเพิ่มงบประมาณเหมือนสภาผู้แทนราษฎร ทำได้เพียงตั้งข้อสังเกตและขาดดัชนีชี้วัดผลงาน (KPI) ที่เป็นรูปธรรม
“ฝั่ง สส. เขาพิจารณาตัดงบกันจริงจังถึง 4 วัน แต่พอมาถึงฝั่ง สว. เราทำได้แค่ตั้งข้อสังเกต ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายบริหารจะรับฟังหรือไม่ ถ้าเราสามารถยุบหรือตัดหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนอย่างวุฒิสภาออกไปได้ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเทศจะประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ทันทีปีละกว่า 3,000 ล้านบาท” สมาชิกวุฒิสภา กล่าวทิ้งท้าย

