ศิริกัญญา อัดงบกลางฟื้นเศรษฐกิจ 1.2 หมื่นล้าน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

15

วันที่ 7 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยระหว่างการพิจารณาในมาตรา 6 งบกลาง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอปรับลดงบกลางรวม 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 38,000 ล้านบาท และรายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงานอีก 12,000 ล้านบาท

ศิริกัญญา ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดมีการตั้งรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือวิกฤตโควิด-19 แม้ในช่วงแรกจะมีวัตถุประสงค์เฉพาะ แต่กลับมีการตั้งรายการลักษณะดังกล่าวซ้ำต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งการตั้งงบไว้ในงบกลางในลักษณะนี้ทำให้สามารถโยกย้ายเงินระหว่างรายการได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาขอความเห็นชอบจากสภาฯ อีกครั้ง

ในส่วนของงบกลางก้อน 12,000 ล้านบาท ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่ามีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่สภาฯ เพิ่งพิจารณาอนุมัติไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการจัดสรรวงเงินสำหรับเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้แล้ว อีกทั้งวัตถุประสงค์ของทั้งสองแหล่งงบประมาณก็ยังมีความใกล้เคียงกัน ทั้งการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ตลอดจนเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“เราก็กังวลเหลือเกินสำหรับตัว พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะ 200,000 ล้านหลังที่จะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะถูกนำไปใช้อย่างไร นี่ก็มาขออีกแล้ว 12,000 ล้านบาท ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร” ศิริกัญญากล่าว

ศิริกัญญา กล่าวว่า ในชั้นกรรมาธิการ สำนักงบประมาณได้ชี้แจงแนวทางการจัดสรรเงินก้อนดังกล่าวว่าจะใช้รูปแบบ Matching Fund ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับหน่วยรับงบประมาณอื่นที่มีเงินสะสมของตนเอง ซึ่งตนเห็นด้วยกับแนวคิด Matching Fund และเคยเสนอให้ดึงเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้หลายครั้ง แต่คำถามคือเหตุใดโครงการดังกล่าวจึงจำเป็นต้องถูกตั้งไว้ในงบกลาง

ทั้งนี้ หากต้องการดำเนินโครงการในลักษณะ Matching Fund รัฐบาลสามารถตั้งโครงการไว้กับหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้อง และเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาขอรับการสนับสนุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นรายการใหม่ในงบกลาง ดังนั้น เมื่อวัตถุประสงค์ของงบ 12,000 ล้านบาทมีความซ้ำซ้อนกับงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาทที่สภาฯ เพิ่งอนุมัติไป จึงควรต้องเลือกตัดรายการใดรายการหนึ่ง

ศิริกัญญา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า หากไม่สามารถลดวงเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ได้ ก็จำเป็นต้องเสนอปรับลดงบกลางในรายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและรองรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานจำนวน 12,000 ล้านบาทนี้ออก พร้อมกับปรับลดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก 38,000 ล้านบาท รวมเป็นการเสนอปรับลดงบกลางทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท