โกงสอบท้องถิ่นคนทุกข์เรือนหมื่น ”นักการเมืองชั่ว-ข้าราชการเลว”ต่างชื่นมื่น                             

17


                  สำหรับความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยและบ่อยครั้งกลายเป็นเงื่อนไขให้เผด็จทหารนำมาก่อการรัฐประหาร เพื่อให้กลุ่มพรรคพวกของตัวเองได้โกงต่อแบบไร้การตรวจสอบ

              ซึ่งการโกงหรือทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการและเผด็จทหารบางกลุ่ม ที่ผ่านมา แทบไม่ได้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านระดับกลางถึงระดับรากหญ้า แม้มูลค่าโกงจะสูงนับพันหรือหมื่นล้าน เพราะแก๊งคนชั่วเหล่านั้นโกงจากงบประมาณของประเทศ

                หลายโครงการมีหลักฐานหรือใบเสร็จการโกงอย่างชัดเจน อาทิ ตึก สตง.ถล่ม การก่อสร้างอาคารสำนักงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ถูกผู้รับเหมางานทิ้งงานปล่อยร้าง อาทิ สำนักงานศาลยุติธรรม ย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ  อาคารสำนักงาน สตง.และ ป.ป.ช. ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เป็นต้น สาเหตุล้วนมาจากผู้เกี่ยวข้องเรียกเงินทอนสูง

                จากสันดานโกงหรือโกงจนย่ามใจของแก๊งนักการเมืองชั่วและแก๊งข้าราชการเลว ที่ไม่มีใครเอาผิดที่สุมหัวกันโกงได้ จึงหาทุกช่องทางเพื่อทำชั่วหาผลประโยชน์เข้าพวกโดยไม่สนใจว่าหลังก่อกรรมทำชั่วแล้วจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านระดับกลางถึงรากหญ้าแค่ไหน
               ปรากฏการณ์ทุจริตสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นคือผลงานที่นักการเมืองและข้าราชการได้ก่อขึ้น จากการใช้ความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อมาโดยตลอดว่าข้าราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ ดูแลพ่อ แม่ ลูก เมียหรือผัวได้ มาเป็นเครื่องมือ

              เมื่อลูกหลานจบการศึกษาแล้ว พ่อ แม่ และญาติ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เข้ารับราชการ ด้วยการทุ่มเงินแบบไม่อั้น ทั้งจ่ายเงินเพื่อติวหรือจ่ายเงินวิ่งเต้นให้สอบผ่านบรรจุเป็นข้าราชการ จึงต้องหาทุกช่องทางเพื่อให้เงินก้อนมาเพื่อวิ่งเต้น เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวบ้านระดับกลางถึงรากหญ้า มีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะมีเงินเก็บหรือเงินออมเกินกว่า 3-5 แสนบาท  

             ดังนั้นเพื่อให้ลูกหลานเข้ารับราชการต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงิน หากเงินไม่เพียงพอจะใช้วิธีกู้ยืมญาติพี่น้อง นายทุนเงินกู้ ขายทรัพย์สินหรือนำทรัพย์สินไปจำนอง ล้วนแต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแถบทั้งสิ้น

         โดยมุ่งหวังว่าเมื่อลูกหลานเข้ารับราชการแล้ว คงมีช่องทางที่จะได้เงินคืนในรูปแบบของเงินเดือนแล้วบางส่วนมาจ่ายดอกเบี้ยประทังไปก่อนจนกว่าจะหาเงินก้อนมาจ่ายคืนได้

       เมื่อผลสอบออกมากว่าสามพันคนได้รับการบรรจุและขึ้นบัญชีไว้กว่าพันคน ผ่านไปไม่นานความหวังพังครืน เมื่อหลายคนจ่ายเงินไปแล้วลูกหลานกลับไม่มีชื่อสอบผ่าน จึงร้องเรียนให้สอบสวนถึงขั้นต้องเพิกถอน

        ผลการสอบสวนล่าสุด นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นบอกว่า มียอดผู้ถูกเพิกถอนบรรจุแต่งตั้งรวมทั้งสิ้น 3,868 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม พร้อมอธิบายถึงจำนวนตัวเลขเดิมที่ต้องเพิกถอนจำนวน 5,925 คนว่า ผู้ที่เข้ารับราชการและบรรจุไปแล้ว 3,868 คน ต้องถูกเพิกถอน อีกกว่า 1,000 คน อยู่ระหว่างรอบรรจุ กรมฯใช้วิธีไม่เรียกบรรจุ จึงไม่ต้องเพิกถอน ได้ส่งข้อมูลทั้งหมดแก่หน่วยงานมีอำนาจสอบสวนทั้ง ป.ป.ช. ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ดำเนินคดีตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

          ซึ่งผลคดีจะลงเอยแบบสาวถึงนักการเมืองชั่ว ข้าราชการเลว แก๊งนายหน้า หรือไม่สุดจะคาดเดา เพราะเมืองไทยพวกทำชั่วตำแหน่งสูงๆมักจะลอยนวลเสมอ แต่ชาวบ้านที่จ่ายเงินคงจะโดนกันทั่วหน้า

        ที่”จอมมารน้อย”ยกมานำเสนอเพื่อสื่อสารว่าสิ่งพวกนักการเมืองชั่วและข้าราชการเลว ก่อกรรมทำชั่วไว้นั้น ได้สร้างความทุกข์ระทมให้กับชาวบ้านที่อยากให้ลูกเป็นข้าราชการหลายพันครอบครัว แค่ตัวเลข 5,925 คน น่าจะเท่ากับ 5,925 ครอบครัว กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากเงินออมแล้วคงต้องหาจากช่องทางอื่นมาสมทบแน่นอน

             ถ้านับจำนวนชาวบ้านที่ทุกข์ระทมมีหลายหมื่นคน หัวหน้าครอบครัวมีความทุกข์สมาชิกในครอบครัวต้องทุกข์ตาม เมื่อถูกดำเนินคดีด้วยแล้วจะทุกข์เพิ่มขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถ้าสู้คดีต้องจ่ายค่าทนายความหรือไม่สู้คดีต้องจ่ายค่าเดินทางไปรับทราบข้อหาและขึ้นศาล 

          หากเงินที่ใช้วิ่งเต้นกู้นายทุนมาหรือเอาทรัพย์สินไปจำนอง จะทุกข์เพิ่มมากขึ้นเพราะต้องหาเงินมาจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ห้วงเวลาเศรษฐกิจซบเซาการทำมาหากินฝืดเคือง โอกาสที่จะหารายได้เพิ่มคงลำบาก

          สำหรับคนเป็นหนี้เมื่อไม่มีทางออกจริงๆ อาจจะถึงขั้นฆ่าตายได้ หรืออาจก่ออาชญากรรมได้ หรือมีทรัพย์สินประเภทที่ดินมีโอกาสจะขายให้นายทุนต่างชาติมีกำลังซื้อมหาศาลโดยเฉพาะกลุ่มทุนเทาได้  

        ซึ่งความทุกข์ของชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้คิดเตรียมแนวทางเพื่อรับมือและหาทางบรรเทาทุกข์ไว้บ้างหรือไม่ ? ถ้าไม่มี พึงระวังเพราะโอกาสที่จะเกิดความวิบัติมีเปอร์เซ็นต์สูงทีเดียว !!!