รร.นายร้อยฯ“ฟันไม่เลี้ยง” ไล่ออกอดีตอาจารย์ ชี้ผิดวินัยร้ายแรง 2 คดี—คดีอาญาศาลฟันคุกแถมถูกกล่าวหาคุกคาม-ข่มขู่ ปมเดือดลากยาว

51

โรงเรียนนายร้อยตำรวจออกแถลงการณ์ เปิดรายละเอียดกรณี” ผศ.พ.ต.อ.”อดีตอาจารย์ ระบุถูกลงโทษ “ไล่ออก” จากราชการ หลังการสอบสวนทางวินัยพิจารณาพฤติการณ์ 2 กรณีเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขณะที่คดีอาญาส่วนหนึ่งศาลมีคำพิพากษาจำคุกและปรับ โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ พร้อมเปิดอีกปมกล่าวหาเรื่องการคุกคาม ข่มขู่ และหมิ่นประมาทผู้บังคับบัญชา ย้ำเจ้าตัวยังมีสิทธิอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 โรงเรียนนายร้อยตำรวจออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี “ผศ.พ.ต.อ.”อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งอาจารย์ (สบ 4) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย การดำเนินคดีอาญา และสถานภาพของอดีตข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว

แถลงการณ์ระบุว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงจากพฤติการณ์ต่างกรรมต่างวาระ ก่อนมีคำสั่งลงโทษ “ปลดออก” จากราชการในกรณีแรก และต่อมามีคำสั่ง “ไล่ออก” จากราชการในอีกกรณี โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569

เปิด 2 คดีวินัยร้ายแรง

กรณีแรก เกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งตามแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2567 ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีพฤติการณ์ร่วมกันแต่งเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อกลั่นแกล้งผู้เสียหายให้ต้องรับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก

ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาและภรรยายังให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ โดยกล่าวถึงผู้เสียหายและประเด็นความสัมพันธ์ ซึ่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจเห็นว่า การที่ข้าราชการตำรวจให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

หลังการสอบสวน โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีคำสั่งลงโทษ “ปลดออก” จากราชการ

ส่วนกรณีที่ 2 เป็นพฤติการณ์เกี่ยวกับการรีดเอาทรัพย์และการถูกดำเนินคดีอาญา โดยแถลงการณ์ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร้องทุกข์กล่าวหาผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก ก่อนที่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน “สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากไม่มีการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้คดีอาญาดังกล่าวเป็นอันยุติ

ต่อมาผู้เสียหายร้องทุกข์กลับ นำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

ศาลพิพากษาจำคุก-ปรับ โทษคุกรอลงอาญา

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุถึงคดีหมายเลขดำซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์อันทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ศาลอาญามีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท โดยโทษจำคุกให้ รอการลงโทษไว้ 3 ปี พร้อมมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวต่อเนื่อง เพื่อชดเชยความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ตามรายละเอียดในแถลงการณ์

โรงเรียนนายร้อยตำรวจระบุว่า เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ ความผิดที่ปรากฏชัด ประกอบสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำและมูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน จึงไม่อาจหยิบยกการทำคุณประโยชน์แก่ราชการในอดีตมาเป็นเหตุลดหย่อนโทษได้

ท้ายที่สุด ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจจึงมีคำสั่งลงโทษขั้นสูงสุด “ไล่ออก” จากราชการ ส่งผลให้อดีตข้าราชการตำรวจรายดังกล่าวพ้นสภาพการเป็นข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์ ตามรายละเอียดที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจชี้แจง

แฉอีกปม “คุกคาม-ข่มขู่-หมิ่นประมาท”

แถลงการณ์ยังกล่าวถึงพฤติการณ์ภายหลัง โดยระบุว่า ก่อนมีคำสั่งทางวินัย ภรรยาของอดีตข้าราชการตำรวจได้เข้าพบและพูดจาข่มขู่ กดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยหวังให้สามีไม่มีความผิด

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่ามีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กบางแห่ง โพสต์ข้อความในลักษณะบิดเบือนและหมิ่นประมาทโจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง

แถลงการณ์ยังยกกรณีวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาโพสต์ข้อความในFBที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มองว่ามีลักษณะข่มขู่หมายเอาชีวิตผู้อื่น โดยระบุว่าอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและชีวิตของบุคคลอื่น

ขณะเดียวกัน ในส่วนของคดีอาญาอีกคดีที่เกี่ยวกับการกล่าวหาผู้อื่นนั้น พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ขณะที่อีกคดีซึ่งผู้เสียหายร้องทุกข์กลับ มีการสั่งฟ้องและอยู่ในกระบวนการของศาลอาญา ตามข้อมูลในแถลงการณ์

ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง

อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่ง “ไล่ออก” จะทำให้สิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการจากทางราชการสิ้นสุดลงตามที่แถลงการณ์ระบุ แต่เจ้าตัวยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ภายใน 30 วัน และสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีต่อศาลปกครองสูงสุดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

โรงเรียนนายร้อยตำรวจทิ้งท้ายว่า จะยืนยันการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเด็ดขาด หากพบข้าราชการตำรวจในสังกัดกระทำการประพฤติชั่วและสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบัน จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อรักษาเกียรติยศขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชน “

แหล่งอ้างอิง :

https://www.facebook.com/share/p/1LYJVdm1c2/?mibextid=wwXIfr