‘นายกแป้น’ ยันหาดใหญ่พร้อมรับมือน้ำปี 69 เร่งขุดลอกคู่คลอง เตรียมเครื่องสูบน้ำ พื้นที่แก้มลิง เผย ‘พิพัฒน์’จัดสรรงบลอกคู่คลองแล้ว 20 กว่าล้าน

10

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 31 ส.ค.ที่จังหวัดสงขลา นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยปีนี้ ว่า ครั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าของเรื่อง โดยมีการเตรียมความพร้อมศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมแจ้งเตือน โดยมีส่วนราชการ ท้องถิ่น เทศบาล อาจารย์มหาวิทยาลัยมาร่วม โดยพื้นที่หาดใหญ่ 21 ตารางกิโลเมตร มีการเตรียม ความพร้อมตามริมคลองด้วยการขุดลอกคูคลอง นำท่อนไม้ออก และเตรียมเครื่องสูบน้ำหลายตัว เบื้องต้นมี 18 เครื่อแต่อยากให้มีมากกว่า 20 ตัว เพื่อรับมือแก้ไขปัญหาหากน้ำเข้ามาตัวเมืองหาดใหญ่

เมื่อถามอ.หาดใหญ่จะของบประมาณเพิ่มเติมหรือไม่ นายณรงค์พร กล่าวว่า อยู่ที่ผวจ.สงขลา เพราะหาดใหญ่ส่งโครงการไปหมดแล้วประมาณพันกว่าล้านบาท แต่ไม่รู้จะได้รับการพิจารณาเท่าไหร่ แต่เบื้องต้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ได้จัดสรรงบประมาณการลอกคู่คลอง มาให้ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการ

เมื่อถามต่อว่า กังวลหรือไม่อาจถูกตัดงบประมาณ นายณรงค์พร กล่าวว่า แล้วแต่ข้างบนจะเมตตา เพราะเราต้องเตรียมแผนรองรับน้ำเพราะไม่รู้ว่าจะมามากน้อยแค่ไหน และต้องหาคลอง แก้มลิงเพื่อระบายน้ำเพิ่ม รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำ

เมื่อถามอีกว่า กังวลว่าปีนี้จะซ้ำรอยปี 2568 หรือไม่ นายณรงค์พร กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2568 เป็นเหตุการณ์ที่เกิด 300 ปีครั้ง โดยปีนี้เราคาดว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำว่าจะเป็นอย่างไร แต่ไม่สามารถทราบได้ว่าภาวะธรรมชาติไม่มีใครรู้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่ามีการประเมินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาหรือไม่ นายณรงค์พร กล่าวว่า
เป็นเรื่องของทางจังหวัดและอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งเทศบาลไม่มีเครื่องมือตรงนี้ในการติดตามเรื่องความชื้นและระบบการเคลื่อนของน้ำ แต่ยืนยันว่าหาดใหญ่มีความพร้อมรับคำสั่งจากทางจังหวัด

เมื่อถามถึงกรณีที่ในอดีตเคยถูกดราม่า เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จะทำให้เสียกำลังใจหรือไม่ นายณรงค์พร กล่าวว่า ตอนนั้นเราเพิ่งเข้ามาใหม่ทำงานได้ 6 เดือน ไม่คิดว่าน้ำจะเยอะขนาดนั้น และก็มั่นใจในเครื่องสูบน้ำที่มี แต่เมื่อปริมาณน้ำมาก ฉะนั้นปีนี้ก็ต้องเพิ่มเครื่องสูบน้ำบริเวณตามคูคลองให้มากขึ้น และขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ก็เริ่มกลับมามีความมั่นใจในการทำงาน