ศาลอาญาจำคุก”ตะวัน” 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผิดม.112 ปมไลฟ์สดขบวนเสด็จ

15

ศาลอาญาจำคุก ตะวัน 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผิดม.112 ปมไลฟ์สดขบวนเสด็จพร้อมปรับ 600 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งตำรวจ

วันนี้ (31 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 906 ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดี “ดูหมิ่นสถาบัน” ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามม.112,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม. 14, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

กรณีเมื่อเดือนมี.ค.2565 น.ส.ทานตะวัน จำเลยไปยืนไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จผ่าน จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

น.ส.ทานตะวัน ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนฟังคำพิพากษายืนยันว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะสิ้นหวัง กับกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้และไม่มั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังอยู่ตรงนี้ฟังคำพิพากษาและจะไม่ไปไหน ซึ่งในชั้นนี้เป็นศาลชั้นต้นทนายได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากมีการและต้องประกันตัว

ทั้งนี้ยอมรับว่าแอบตื่นเต้น แต่ถามว่าเครียดหรือไม่ยืนยันว่าทำใจมาแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ และผ่านไปให้ได้

อย่างไรก็ตามไม่ว่าไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรขอยืนยันว่าจะพูดเหมือนเดิมในวันนั้นที่มีม็อบชาวนาออกมา มาเรียกร้องหลายวันมาก ด้วยความที่เราเคยไปม็อบชาวบ้านอยู่แล้ว ทางนี้อยากให้คนมีอำนาจหันมาสนใจชาวบ้านบ้าง

ศาลพิจารณาเเล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เห็นว่าเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดที่จำเลยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์ก่อนขบวนเสด็จมาถึง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถวายความปลอดภัยเป็นหน้าที่ถวายความปลอดภัยประมุขแห่งรัฐตามมาตรฐานสากลที่เห็นในนานาอารยประเทศทั้งจำเลยศึกษาคณะนิติศาตร์เชื่อว่าต้องทราบหลักการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่จำเลยกลับใช้ถ้อยคำชี้นำให้คนรับชมผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของจำเลยในการพาดพิงพระมหากษัตริย์โดยไม่สมควรหลายครั้งชี้เจตนาว่าจำเลยต้องการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นฯ เมื่อกระทำการผ่านเฟซบุ๊คจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยทำความผิดฐานรับทราบคำสั่งแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและประทุษร้ายเจ้าหน้าที่

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบให้จำเลยทราบ 3 ครั้งว่าไม่ให้ถ่ายทอดสดเนื่องจากจะมีขบวนเสด็จผ่านมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผกก.สน.นางเลิ้งในขณะนั้น) สั่งให้ตำรวจหญิง 2 นายเข้าควบคุมโดยการคล้องแขนและขาจำเลยข้างละ 1 คน โดยข้อหารับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเมื่อตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ.ต.อ.สมยศจึงมีอำนาจในการออกคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อห้าม 3 ครั้งแต่จำเลยเพิกเฉยจึงมีความผิดฐานรับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ ส่วนข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ไม่มีการแจ้งว่าจะควบคุมตัวจำเลย มีการล็อคแขนขาจำเลยแต่ไม่มีการแจ้งว่าจะนำไปที่ใดเป็นธรรมดาที่จำเลยจะตกใจกลัวการกระทำของจำเลยเป็นการดิ้นรนจากการตกใจกลัวเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน จึงไม่มีความผิดในฐานนี้

พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นโทษบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ฐานทราบคำสั่งเจ้าพนักงานและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปรับ 900 บาท การนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้างมีเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 600 บาทและริบของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน