เป็นตุเป็นตะ ยิงจาก ฮ. แต่ไม่พูดถึงความวุ่นวายเป็นร้อยจุดในภาคใต้ ?

13

อยู่ดีๆ ประเด็นเรื่อง การใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ ที่มีสื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าว โดยระบุว่ามีนายทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนเล็กยาว M16 A2 ยิงใส่ กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยานในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยอ้างอิงร่องรอยบนพื้นถนนลาดยาง

ภายหลัง จากเกิดเหตุความไม่สงบ อย่างน้อย 51 หรือเอาเข้าจริง มีเหตุการณ์ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นพร้อม และขยายตัวรวมการก่อกวนรูปแบบต่างๆ เกือบ 100 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สะท้อนถึงการวางแผนเชิงยุทธวิธีที่มีความซับซ้อนสูง เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. มีการเผา การทำลายสารพัดสิ่ง มี สส.ผูัแทนบางท่านตั้งคำถามถึงการยิงจาก ฮ.เป็นตุเป็นตะ แต่ละเว้นการพูดถึงเหตุการณ์ไม่สงบ 51จุด และในอดีตที่มีการยิง ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ทำให้เกิดการสูญเสียคนพรากครอบครัวจำนวนมาก

คำถามสำคัญคือการไล่ยิงจาก ฮ.ถ้าเกิดขึ้นจริงต้องมีอย่างน้อย ๆคือ คลิปหรือภาพความสูญเสียแบบปรากฎชัดนี่คือยุคที่การถ่าย ฮ.ไว้ได้จากมุมใดมุมหนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เราเห็น สส.ท่านเดิมแอคทีฟกับการตั้งคำถามเพียงมิติเดียวเสมอ แน่นอนว่าเขาต้องตั้งคำถามแทนปวงชน แต่ไม่แน่ใจว่าปวงชนไทยหรือไม่ หรือทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนหรือไม่

จากท่าทีดังกล่าว ทำให้ ชุดฉก. นราธิวาส ต้องออกมาปัดข่าวลวง ว่าฮ. ทหารแค่ลาดตระเวน ไม่มีอาวุธขึ้นบิน มีเพียง 4 นายบนอากาศยาน ไม่มีใครพกปืน ชี้ สั่งห้ามนำอาวุธขึ้น ฮ. เด็ดขาดขออย่าด่วนสรุปร่องรอยบนถนน รอพิสูจน์หลักฐานก่อน โดยระบุว่าเป็นการการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ ถูกต้อง ว่าเป็นภารกิจลาดตระเวนและตรวจการณ์เท่านั้น

เพราะในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทั้ง จ.นราธิวาส หน่วย เฉพาะกิจนราธิวาสจึงได้จัดอากาศยาน (เฮลิคอปเตอร์) ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจการณ์ทาง อากาศ เพื่อสนับสนุนและประสานการปฏิบัติกับกำลังภาคพื้นดิน ไม่มีการนำอาวุธขึ้นไปเพื่อปฏิบัติการยิงแต่อย่างใด

ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพถ่ายร่องรอยบนพื้นถนน ทางการอ้างว่าเป็นภาพที่ถ่ายก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ การเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนการตรวจ พิสูจน์อาจส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิง และกระทบต่อพยานหลักฐานในทางคดีตามกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และยึดถือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ซึ่งดูเหมือนมีผู้พยายามอยากให้เกิดน้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ในการสร้างความชอบธรรมทำลายรัฐหรือผลักให้เจ้าหน้าที่เป็นศัตรู

ขณะเดียวกันเมื่อเราไปย้อนขณะที่ยุทธวิธีของบีอาร์เอ็นจะพบว่าที่ผ่านมา จะเน้นการทำลายสภาพความควบคุมของรัฐ โดยใช้รูปแบบผสมผสาน มีสงครามกองโจรและการก่อเหตุแบบจรยุทธ์ ทั้งลอบวางระเบิด การโจมตีฐานปฏิบัติการขนาดเล็ก และการลอบยิงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเปลี่ยนเป้าหมายและยกระดับความรุนแรงตามจังหวะเวลาทางการเมือง เช่น ก่อนหรือหลังการตั้งโต๊ะเจรจา เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง กลุ่มผู้ก่อเหตุเลือกใช้รูปแบบการโจมตีทางจิตวิทยาและทำลายฐานเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งการลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ การวางระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายระบบขนส่งทางรถไฟ ตลอดจนการบุกรุกเข้าก่อเหตุในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ลงมือราดน้ำมันจุดไฟเผายานพาหนะของหลวงและวางระเบิดแสวงเครื่อง

ซึ่งพฤติการณ์การมุ่งทำลายเป้าหมาย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์บั่นทอนความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและเพื่อต่อต้านระบบเศรษฐกิจทุนใหญ่ ซึ่งทำให้ร้านค้าท้องถิ่นต้องล้มหายไป ภาพรวมทั้งหมจึงนับเป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงความล้มเหลวในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานข่าวกรอง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง และหลายฝ่ายโทษไปที่การข่าวบกพร่อง ซึ่งเอาเข้าจริงก็ต้องเห็นใจคนทำงานเพราะคนจ้องจะก่อเหตุมันทำได้ทุกเมื่อ และเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ

คำถามที่อยากชวนคิดคือวันนี้โจรที่พยายามทำลายทุกอย่างเพื่อเรียกร้องการพูดคุย ขณะที่รัฐเสียกำลังพลกำลังทรัพย์มากมาย แก้ไม่หายแบบนี้เมื่อไหร่จะหมดไป แล้วถ้าโจรอยากได้อะไรก็ต้องได้เสมอไปใช่หรือไม่ ? ทำไปปัญหามันถึงลากยาวมา20กว่าปี ไม่มีทีท่าจะจบ แล้วมีการแอบฝึก แอบซุ่มทำไรกันมากมาย แตะก็ไม่ได้ เราจะอยู่กันแบบนี้ แบบไม่มีอนาคตกันจริงๆ หรือ ?