ก.ค.ศ. เพิ่ม 3,657 สถานศึกษาพื้นที่พิเศษ ลดเวลาครูเลื่อนวิทยฐานะเหลือ 3 ปี คุมเข้มกรรมการ DPA ฝ่าฝืนโทษวินัยร้ายแรง

15

ข่าวดีครูพื้นที่พิเศษ! ก.ค.ศ. เคาะเพิ่มรายชื่อสถานศึกษา ลดเวลาขอเลื่อนวิทยฐานะ ครอบคลุม 3,657 แห่ง ทั่วประเทศ ผ่านร่างเกณฑ์คุมเข้มกรรมการประเมิน DPA ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ฝ่าฝืนโทษหนักวินัยร้ายแรง

27 สิงหาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญหลายเรื่องที่สะท้อนการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลให้ทันสมัย คล่องตัว และตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร 38 ค. (2) การส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมในกระบวนการประเมินวิทยฐานะ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า “การบริหารงานบุคคลด้านการศึกษา ต้องทำให้หลักเกณฑ์และระบบต่าง ๆ สามารถตอบสนองต่อการทำงานจริงของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยยึดหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และระบบคุณธรรมเป็นสำคัญ ทุกการปรับปรุงต้องมุ่งให้บุคลากรมีโอกาสเติบโตตามความรู้ ความสามารถ และทำให้หน่วยงานสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายสำคัญที่สุด คือการส่งต่อคุณภาพการศึกษาไปถึงผู้เรียน”

สำหรับมติสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ลดข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์เดิม และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งและบุคลากรให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงรองรับการย้ายต่อเนื่องและการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เหมาะสม นอกจากนี้ได้มีการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา และสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบการกำหนดประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่ รวมสถานศึกษา จำนวน 3,657 แห่ง เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะจาก 4 ปี เหลือ 3 ปี ได้ โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาสังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง พร้อมกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่พิเศษตามประกาศเดิม (ว 23/2565) โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาต่อเนื่องครบ 3 ปีและมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้ายหรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ประกาศใหม่ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษให้ทราบต่อไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการประเมินวิทยฐานะ โดย ก.ค.ศ. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA และเห็นชอบให้นำไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำกับการปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเป็นกลาง รักษาความลับ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม โดยกำหนดให้การฝ่าฝืนข้อกำหนดถือเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรงรวม ถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า “มติของ ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนระบบบริหารงานบุคคลในหลายมิติ ทั้งการปรับหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบท การสร้างโอกาสความก้าวหน้าให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการสร้างมาตรฐานด้านจริยธรรมในการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งในส่วนของการจัดทำข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะ ในระบบ DPA นั้น ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ติดตามการดำเนินงาน รับฟังความคิดเห็นและได้รับข้อร้องเรียนว่าพบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะให้ได้รับความเชื่อมั่นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้ระบบบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งนำมติและหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบไปสู่การปฏิบัติ พร้อมสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงของหลักเกณฑ์เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง และช่วยให้หน่วยงานทางการศึกษาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป”