ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS–ตำรวจ สภ.เมืองเลย ข่มขู่นักศึกษาหญิงวัย 19 ปี พัวพันคดียาเสพติด บังคับแยกตัว เปิดกล้องตลอดเวลา ก่อนหลอกให้โอนเงินตรวจสอบบัญชี และส่งมอบเงินสดถึงหน้าโรงแรม ความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท สืบสวนแกะรอยเส้นทางเงิน-กล้องวงจรปิด ก่อนศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องหลายราย รวบทั้งชาวเวียดนาม จีน และคนไทย พร้อมเงินสด-สมุดบัญชี-โทรศัพท์จำนวนมาก เร่งล่าตัวการที่เหลือ

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการสืบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังร่วมกันหลอกนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สูญเงินรวมกว่า 3 ล้านบาท โดยคนร้ายใช้วิธีสร้างความหวาดกลัว อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนบีบบังคับให้ผู้เสียหายโอนเงินและนำเงินสดไปส่งมอบให้ขบวนการ
ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายเร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. เร่งสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์
คดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2569 เวลาประมาณ 09.05 น. ขณะผู้เสียหายซึ่งเป็นนักศึกษาปีที่ 1 อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่เพียงลำพังที่บ้านใน ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้รับโทรศัพท์จากคนร้าย อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS สำนักงานใหญ่ แจ้งว่ามีคนนำชื่อผู้เสียหายไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ จ.เลย ก่อนโอนสายให้บุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ สภ.เมืองเลย

จากนั้นคนร้ายอีกกลุ่มอ้างว่า ผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีของผู้ต้องหาคดียาเสพติด และข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมืออาจไม่ได้รับอนุมัติให้จบการศึกษา หรือถูกดำเนินคดี พร้อมสั่งให้ผู้เสียหายแยกตัวอยู่ตามลำพัง ห้ามบอกผู้ปกครองหรือเพื่อน และเปิด Video Call ค้างไว้ตลอดเวลา เพื่อควบคุมและกดดันเหยื่อ
คนร้ายยังหลอกว่า ผู้เสียหายจำเป็นต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการแจ้งเลขบัญชีและยอดเงินทั้งหมด ก่อนสั่งให้โอนเงินไปยัง “บัญชีกลาง ปปง.” อ้างว่าเป็นการตรวจสอบเงิน และจะคืนให้ภายใน 1-2 ชั่วโมง
ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อ โอนเงินหลายครั้งจากบัญชีธนาคารต่างๆ รวมหลายแสนบาท ก่อนที่คนร้ายจะยกระดับแผนหลอกลวง อ้างเรื่องขอทุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลีย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มอีก 2 ครั้ง รวม 2.6 ล้านบาท
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น คนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายถอนเงินสดจากธนาคาร ก่อนให้นำเงินสด 1.3 ล้านบาท ไปส่งมอบให้บุคคลที่หน้าโรงแรมย่านศรีนครินทร์ โดยอ้างว่าบุคคลดังกล่าวเป็นตำรวจ
เมื่อผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คนร้ายกลับหลบหนีไปพูดคุยผ่าน Telegram พร้อมบ่ายเบี่ยงว่าจะคืนเงินภายหลัง ทำให้ผู้เสียหายตรวจสอบข้อเท็จจริงจนทราบว่าตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2
ตำรวจไซเบอร์จึงระดมกำลังฝ่ายสืบสวนและชุดวิเคราะห์ข่าว แกะรอยเส้นทางการเงิน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานต่างๆ จนสามารถเชื่อมโยงไปถึงขบวนการรับเงินสดและกลุ่มบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากผู้เสียหาย
ต่อมาศาลจังหวัดสมุทรปราการอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องหลายราย เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่ จ.สมุทรปราการ และ จ.สมุทรสาคร สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนาม 2 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไปรับเงินสด 1.3 ล้านบาท จากผู้เสียหายบริเวณหน้าโรงแรม พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง และชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในวันรับเงินสด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังจับกุมหญิงไทยอีก 1 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชี ก่อนนำไปซื้อสินค้าเพื่อพรางเส้นทางเงิน ตรวจยึดเงินสด 792,690 บาท สมุดบัญชีธนาคาร 13 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง รวมถึงหลักฐานการฝากถอนเงินและทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ
ตำรวจยังติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนและคนไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีรับโอนเงินเพิ่มเติมอีก 2 ราย พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ

เบื้องต้น ผู้ต้องหาตามหมายจับถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” รวมถึงข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ด้าน พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. เตือนประชาชน โดยเฉพาะนักศึกษาและเยาวชนที่พักอาศัยตามลำพัง ให้ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธีอ้างตัวเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์หรือบริษัทโทรศัพท์ ก่อนสร้างเรื่องว่าผู้รับสายพัวพันคดียาเสพติด มีพัสดุผิดกฎหมาย หรือจะถูกดำเนินคดี
จุดสังเกตสำคัญคือ คนร้ายมักสั่งให้เหยื่อแยกตัว ห้ามบอกพ่อแม่หรือเพื่อน บังคับให้เปิดกล้อง Video Call ตลอดเวลา ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือทำ “ลักพาตัวทิพย์” โดยอ้างว่าจะนำเงินไปตรวจสอบความบริสุทธิ์ ทั้งที่หน่วยงานรัฐไม่มีวิธีปฏิบัติเช่นนี้
ตำรวจไซเบอร์ยืนยันอยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี พร้อมขยายผลเส้นทางการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดต่อไป




