Nene Royal กับเพลง “Black Hole Sun” ผ่านเข้ารอบ Live Show

135

เรามารู้จัก เพลงที่ Nene Royal เด็กสาวจอมเก๋าในทางดนตรี Rock จากแดนใต้ที่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างโหยหา คือ Phuket Thailand รอบไลฟ์โชว์ เลือก เพลง “Black Hole Sun” ของวง Soundgarden ซึ่งร้องนำโดย Chris Cornell และเขาก็เป็นผู้แต่งเพลงนี้

ที่มาของ “Black Hole Sun” เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Superunknown อัลบั้มชุดที่ 4 ของ Soundgarden ซึ่งออกเมื่อ 8 มีนาคม 1994 และขึ้นอันดับ 1 บน Billboard 200 เป็นอัลบั้มที่ทำให้ Soundgarden ก้าวจากวงสำคัญของฉาก Seattle/Grunge ไปสู่ความสำเร็จระดับโลก

Chris Cornell นักร้องนำและมือกีตาร์ของวง เสียงร้องอันทรงพลังของ Cornell บวกกับบรรยากาศหลอน เศร้า และไซเคเดลิก ทำให้เพลงนี้แตกต่างจากกรันจ์ที่หนักตรงไปตรงมาในยุคนั้น

ที่น่าสนใจคือ “Black Hole Sun” ไม่ได้หมายถึงหลุมดำบนดวงอาทิตย์ตามตัวอักษร แต่ใช้ภาพเหนือจริงและบรรยากาศคล้ายความฝัน/วันสิ้นโลก ตัวเพลงจึงเปิดให้ตีความได้หลายแบบ ทั้งความเบื่อหน่าย ความมืดมน และความต้องการให้บางสิ่งมาชำระล้างโลก

ทำไมเพลงนี้ถึงดังมาก ส่วนสำคัญมากคือ มิวสิกวิดีโอ กำกับโดย Howard Greenhalgh ภาพผู้คนยิ้มผิดรูป ดวงตาโตผิดธรรมชาติ และโลกที่ค่อยๆ ถูก “Black Hole Sun” กลืนกิน กลายเป็นหนึ่งใน MV ที่คนจำได้มากที่สุดของยุค MTV และได้รับรางวัล Best Metal/Hard Rock Video จาก MTV Video Music Awards ปี 1994

ความสำเร็จไปถึง Grammy Awards ปี 1995 เมื่อ Soundgarden คว้ารางวัล Best Hard Rock Performance จาก “Black Hole Sun” ขณะที่ “Spoonman” จากอัลบั้มเดียวกันได้ Best Metal Performance

ดังนั้น ถ้าถามว่า “Black Hole Sun ต้นฉบับใคร?”

Soundgarden — ต้นฉบับแท้ ปี 1994
ผู้แต่ง: Chris Cornell
อัลบั้ม: Superunknown
แนว: Grunge / Alternative Rock / Psychedelic Rock

และถึงแม้ภายหลังจะมีศิลปินจำนวนมากนำไปคัฟเวอร์ เช่น Norah Jones ซึ่งเคยเล่นเพลงนี้เพื่อไว้อาลัย Cornell แต่ต้นฉบับคือ Soundgarden แน่นอน

เรื่องราวเบื้องหลัง “Black Hole Sun” ยิ่งรู้ยิ่งทำให้เพลงนี้น่าฟังขึ้น เพราะสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นเพลงที่ซ่อนปรัชญาซับซ้อนมาก ๆ จริงๆ แล้ว Chris Cornell เริ่มต้นมันจากการ “ฟังผิด” เพียงไม่กี่คำ และปล่อยให้จินตนาการพาเพลงไปเอง


จุดเริ่มต้น — ประโยคที่ได้ยินผิด

Cornell เล่าว่า เขาคิดเพลงนี้ขึ้นระหว่างขับรถกลับบ้านจาก Bear Creek Studio ใน Woodinville รัฐ Washington ใช้เวลาขับรถประมาณ 35–40 นาที ระหว่างนั้นเขานึกถึงถ้อยคำจากผู้ประกาศข่าวที่ตัวเองได้ยินผิด จนในหัวกลายเป็นคำว่า “Black Hole Sun”

คำสามคำนี้สะกิดเขาทันที เพราะมันมีความขัดแย้งอยู่ในตัวเอง

Black Hole = ความมืด ความว่างเปล่า การดูดกลืน
Sun = แสงสว่าง ความอบอุ่น และชีวิต

Cornell เคยอธิบายว่าเขาสนใจการนำ “หลุมดำ” ซึ่งเป็นความว่างเปล่า มาวางคู่กับ “ดวงอาทิตย์” ซึ่งเป็นผู้ให้ชีวิต มันจึงเกิดความรู้สึกทั้ง สว่างและมืด ความหวังที่มีความหม่นซ่อนอยู่ข้างใต้ ที่เหลือของเพลงเกิดขึ้นในหัวระหว่างขับรถ

เรื่องที่น่าทึ่งคือ Cornell ไม่ได้กลับบ้านแล้วค่อยนั่งแต่งตั้งแต่ศูนย์ เขาบอกว่า ระหว่างทางนั้น โครงสร้างเพลง ทำนอง ริฟฟ์ และแม้แต่แนวของกีตาร์โซโล เริ่มประกอบตัวอยู่ในหัวแล้ว เขาต้องทวนทำนองซ้ำๆ เพื่อไม่ให้ลืม พอถึงบ้านจึงรีบ ผิวปากบันทึกลง Dictaphone เอาไว้

วันต่อมาจึงเอาสิ่งที่อยู่ในหัวมาลงเป็นเพลงจริง ปรับคีย์และการเปลี่ยนคีย์บางช่วงของ verse ให้ทำนองมีความน่าสนใจมากขึ้น

มีอีกเกร็ดที่เหลือเชื่อมาก — Cornell เคยบอกว่า ตัวเพลงใช้เวลาเขียนอย่างรวดเร็วประมาณ 15 นาที ทั้งที่เพลงบางเพลงที่เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์กลับไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่านี้

แล้ว “Black Hole Sun” หมายความว่าอะไรกันแน่?

ตรงนี้สำคัญครับ เพราะมีการตีความเพลงนี้กันมหาศาลบางคนมองว่าเป็นเรื่อง ความตาย บางคนมองว่าเป็น โรคซึมเศร้า บางคนมองว่าเป็น วันสิ้นโลก บางคนถึงกับโยงกับ Kurt Cobain แต่ Cornell เองไม่ได้บอกว่าเพลงนี้มี “เนื้อเรื่องลับ” แบบใดแบบหนึ่ง

เขาอธิบายว่าเนื้อร้องเกิดขึ้นในลักษณะ stream of consciousness — ปล่อยคำและภาพออกมาตามความรู้สึก ที่เกิดจากชื่อเพลงและท่อน chorus มากกว่าจะเขียนเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์จริงเรื่องหนึ่ง

เขาเคยเรียกมันในทำนองว่าเป็น ภูมิทัศน์เหนือจริงในความฝัน และยอมรับว่าเพลงนี้เป็นงานที่เขาเล่นกับ “คำเพื่อความเป็นคำ” มากเป็นพิเศษ ไม่มีสารแบบตรงไปตรงมาที่ต้องการให้ผู้ฟังถอดรหัสออกมาเพียงคำตอบเดียว นี่แหละที่ทำให้เพลงทรงพลัง

Black Hole Sun” จึงอาจไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็น “ความรู้สึก”ถ้าเราตีความจากคำอธิบายของ Cornell โดยไม่อ้างว่าเป็นความหมายตายตัว ภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกับว่า โลกภายนอกยังสว่างอยู่ แต่โลกภายในกำลังมืดลง

และเมื่อถึงท่อน chorus ที่ร้องเรียกหา “Black Hole Sun” ให้เข้ามาและชะล้างบางสิ่งออกไป ความรู้สึกจึงไม่ได้มีแต่ความสิ้นหวังอย่างเดียว แต่มีลักษณะของ การอยากหลุดพ้นหรือคว้าหาความหวังจากภาวะเศร้าและหลงทาง ซึ่ง Cornell เคยอธิบายท่อนนี้ในแนวทางดังกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1994

นั่นทำให้ชื่อเพลงฉลาดมาก เพราะ “Sun” ให้ชีวิต แต่ “Black Hole” กลืนกินทุกอย่าง ความหวังกับความสิ้นหวังจึงอยู่ในภาพเดียวกัน แต่มีอยู่หนึ่งประโยคที่ Cornell พูดค่อนข้างชัด ประโยคที่ว่า “Times are gone for honest men”

Cornell เคยถูกถามถึงแนวคิดนี้ และเขาอธิบายถึงโลกที่คนสร้างชีวิตและอิสรภาพของตัวเองได้ยากขึ้น จนความผิดหวังอาจผลักให้บางคนโกรธ ไม่ซื่อสัตย์ และพร้อมเหยียบคนอื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เขายังเชื่อมโยงความคิดนี้กับการแข่งขันในวงการดนตรีที่เขาอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น ในเพลงที่ดูเหมือนภาพฝันมั่วๆ มีความรู้สึกผิดหวังต่อมนุษย์และสังคมซ่อนอยู่จริง

ดนตรีก็ถูกสร้างให้ “สวยแต่หลอน” อีกสิ่งที่ทำให้เพลงนี้ไม่เหมือนเพลงกรันจ์ทั่วไปคือเสียงกีตาร์

Cornell ใช้ Gretsch Duo Jet และเสียงหมุนสั่นอันเป็นเอกลักษณ์ในช่วง verse เกิดจาก Leslie Model 16 rotating speaker ทำให้เสียงกีตาร์เหมือนกำลังลอย หมุน และไม่มั่นคง ก่อนจะเข้าสู่ chorus ที่หนักและกว้างขึ้น

น่าสนใจอีกอย่างคือ Kim Thayil มือกีตาร์หลักของ Soundgarden ไม่ได้เล่นกีตาร์บางส่วนที่เราได้ยินใน verse เพราะเขารู้สึกว่า arpeggio ที่ Cornell แต่งมีสไตล์ที่ไม่เป็นธรรมชาติสำหรับตัวเอง จึงให้ Cornell ซึ่งเป็นคนแต่ง เล่นส่วนนั้นเอง

และ Cornell เองยังคิดเสียด้วยว่า เพื่อนในวงอาจไม่ชอบเพลงนี้ ผลกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง — มันกลายเป็นเพลงที่นิยาม Soundgarden และเป็นหนึ่งในเพลงร็อกสำคัญที่สุดของยุค 90

สิ่งที่ว่าน่าสนใจที่สุดเวลาเรากลับไปฟังอีกครั้ง คืออย่าพยายามแปลทุกประโยคเป็นเรื่องราวเดียว ลองฟังมันเหมือนกำลังดู “ความฝัน” ของ Chris Cornell — ภาพสวย ภาพประหลาด ความร้อน ความเหนื่อย ความไม่ไว้ใจโลก ความมืด และความหวัง ปรากฏขึ้นสลับกัน

แล้วท่อน chorus ที่ฟังไพเราะมาก กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังร้องขอให้ บางสิ่งมากลืนโลกใบเดิมออกไปเสียที

นั่นคือเสน่ห์ประหลาดของ Black Hole Sun — เพลงที่ฟังครั้งแรกว่าสวย แต่ยิ่งฟังกลับยิ่งมืด.

ทีมนักข่าวสายพันธ์ Rock สำนักไทยแทบลอยด์ รายงาน

ท่านสามารถคลิกฟังได้ที่นี่

https://www.facebook.com/share/v/1BHH5m5kGH/
https://www.facebook.com/share/v/1BHH5m5kGH/