“พล.อ.กฤษณะ” ชี้ กฎหมายเปิดทางตรวจโทรศัพท์ชายแดนใต้ แต่ห้ามเกินขอบเขต

14

พล.อ.กฤษณะ”กางกฎหมาย ชีัฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจตรวจโทรศัพท์ 3 จว.ชายแดนใต้ย้ำแต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย-จำเป็น-ไม่เลือกปฏิบัติ หากใช้อำนาจเกินขอบเขตมีความผิด ฟันธงทำตามกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิฯ แต่ทำเกินอำนาจเจอทั้งแพ่ง-อาญา-วินัย

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ เปิดเผยว่า

“ตามที่มีกระแสข่าวหรือข้อกล่าวหาว่าหน่วยงานความมั่นคงดักฟังโทรศัพท์ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ประเด็นแรกหน่วยงานความมั่นคงของรัฐสามารถดักฟังโทรศัพท์ดังกล่าวตามกฎหมายได้หรือไม่ หากดักฟังได้มีข้อควรระวังอะไร ประเด็นที่สองการดักฟังโทรศัพท์นั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เพียงใด โดยคำทางกฎหมายไม่มีคำว่า“ดักฟัง” ซึ่งเป็นภาษาพูดหรือภาษาไม่เป็นทางการ ทางกฎหมายมีแต่คำว่า “ตรวจ” หรือ
“ตรวจสอบ” โทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด

1.หน่วยงานความมั่นคงของรัฐสามารถตรวจสอบโทรศัพท์หรือการสื่อสารรวมทั้งอีเมลของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามกฎหมายและมีข้อควรระวัง ดังต่อไปนี้

    1.1 มาตรา 8 และมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 สรุปได้ว่า เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ใดแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจข่าวสารจดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกัน ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
    ซึ่งเห็นว่า โทรศัพท์หรือการสื่อสารและอีเมลตลอดจนการส่งข้อความ ไฟล์ หรือรูปภาพผ่าน

    2 อินเทอร์เน็ตอยู่ในความหมาย “สิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกัน” (หมายเหตุ ในพระพุทธศักราช 2457 สมัยรัชกาลที่ 6 นั้นยังไม่มีโทรศัพท์ คงมีแต่โทรเลข ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 ใน พ.ศ.2515 ก็ยังไม่ปรากฏคำ “โทรศัพท์” ซึ่งสมัยนั้นมีโทรศัพท์แล้วแต่ไม่ทราบเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมไม่ เพิ่ม “โทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด”ในการแก้ไขเพิ่มเติม)ในการนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการอำนวยความสะดวกการตรวจสอบโทรศัพท์และการ
    สื่อสาร เพื่อระงับ ปราบปราม หรือรักษาความสงเรียบร้อยในพื้นที่ และเจ้าหน้าทีฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457

    กรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนไม่ปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร โดยฝ่าฝืนต่อมาตรา 6 ข้างต้น หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเพื่อการสอบถาม หรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ไม่เกินกว่า 7 วัน ตามมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 และ/หรือดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนตามมาตรา 165 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

    ซึ่งบัญญัติสรุปได้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือคำสั่งซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนให้ความร่วมมือต่อความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเป็นอย่างดี 1.2 มาตรา 11 (5) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 สรุปได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบโทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ
    พ.ศ. 2547 โดยอนุโลม กล่าวคือ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งทางโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์
    สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นคำขอต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่ง


    3.อนุญาตให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งทางโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ดังกล่าวก็ได้ โดยอธิบผู้พิพากษาศาลอาญาสามารถสั่งอนุญาตได้คราวละไม่เกินเก้าสิบวันโดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ ตามข้างต้นกำหนดให้ใช้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยอนุโลม

    จึงเห็นว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาในกรณีนี้หมายถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ซึ่งสามจังหวัดชายแดน
    ภาคใต้เป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบ กรณีผู้ใดขัดขวางการตรวจสอบโทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่น
    ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

    1.3 ข้อควรระวัง ในการดำเนินการตามข้อ 1.2 นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย โดยจะต้องดำเนินการเฉพาะที่จำเป็น เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง และกระทำการโดยสุจริต คือ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่เลือกปฏิบัติ คือ ไม่สองมาตรฐาน และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น ตามมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา 17 นี้เป็นหลักการทั่วไปกำหนดการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่แม้ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างหรือต่อสู้ทางคดีได้ รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินการของ

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามข้อ 1.1 กรณีประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ด้วย ประการสำคัญหากเจ้าหน้าที่ฝ่าย
    ทหารหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวอาจต้องรับผิดทางอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย แล้วทำให้ผู้อื่นเสียหาย ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และอาจรับผิดทางแพ่งเนื่องจากจงใจกระทำผิดกฎหมายให้ผู้อื่นเสียหาย ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    การตรวจสอบโทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใดโดยหน่วยงานของรัฐนั้นไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หากกระทำการภายใต้กรอบของกฎหมายตามข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.3 โดยเฉพาะในข้อ 1.3 บทบัญญัติในมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่กล่าวถึงกระทำการโดยสุจริต และไม่เลือกปฏิบัตินั้น เป็นหลักการสำคัญของการคุ้มครองสิทธิ 4.มนุษยชน นอกจากนั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั่วไปเป็นหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศว่าการกระทำบางประการของหน่วยงานของรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งรวมถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกอาจกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของประชาชนบ้าง ก็ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหากเป็นการกระทำเพื่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของสาธารณะ (Public Safety หรือ Public Security)สิทธิมนุษยชนไม่อาจมีได้หากสาธารณะไม่มีความปลอดภัยหรือความมั่นคง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(International Covenant on Civil and Political Rights ; ICCPR) จัดทำโดยสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ได้กำหนดไว้ในข้อ 4. สรุปได้ว่า ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติและได้มีการประกาศภาวะนั้นอย่างเป็นทางการแล้วรัฐภาคีอาจใช้มาตรการที่เป็นการเลี่ยงพันธกรณีของตนภายใต้กติกานี้เพียงเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ แต่ต้องไม่ขัดแย้งต่อพันธกรณีอื่นๆ ของตนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นการเลือกประติบัติเพียงเหตุแห่งเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ทางสังคม(หมายเหตุ “ประติบัติ” ไม่ได้สะกดผิด แต่เป็นคำภาษาไทยที่ถูกต้องซึ่งกระทรวงการต่างประเทศใช้เพื่อให้ตรงตามนัยทางกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และบริบททางการทูต)

      สรุป การตรวจสอบโทรศัพท์หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใดโดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถกระทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากกระทำการโดยอาศัยกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารสามารถกระทำการได้โดยไม่ต้องไปยื่นขออนุญาตต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 แต่หากอาศัยพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องไปยื่นขออนุญาตต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 และการนี้ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใดหากกระทำการภายใต้กรอบของกฎหมายซึ่งรวมถึงหลักสิทธิมนุษยชน แต่ถ้าฝ่าฝืนโดยได้กระทำการเกินขอบเขตของกฎหมายก็ถือว่าผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงนั้นอาจต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย“