ก.พ.ค.ตร.สะกิด ผบ.ตร.ให้ปรับเกณฑ์เลื่อนตำแหน่งตำรวจ ยึดผลงาน–ศักยภาพ–ความประพฤติ สกัดใช้ดุลพินิจ

13

วันที่ 24 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดย นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ ประธาน ก.พ.ค.ตร. ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ ตช 0083(รท)/1267 ส่งถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อเสนอแนะให้มีการจัดตั้งหรือปรับปรุงการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูประบบการประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อใช้ประกอบการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับระบบคุณธรรมตามกฎหมายใหม่

ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง (1) และ (5) บัญญัติให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) มีหน้าที่และอำนาจ เสนอแนะต่อ ก.ตร. เพื่อให้ ก.ตร. ดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม และพิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมตามมาตรา 150 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ ก.พ.ค.ตร. เห็นว่ากฎกระทรวง กฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ มติ หรือคำสั่งใดที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ และมุ่งหมายให้ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมตามมาตรา 60 ให้ ก.พ.ค.ตร. แจ้งให้ผู้มีอำนาจออกกฎกระทรวง กฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ มติ หรือคำสั่งดังกล่าวทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไขหรือยกเลิกตามควรแก่กรณี

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 60 บัญญัติว่า การจัดระเบียบข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คำนึงถึงระบบคุณธรรมดังต่อไปนี้ (3)

การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่นแก่ข้าราชการตำรวจต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจากอายุงาน ผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกัน และจะนำความคิดเห็นทางการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้

มาตรา 77 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปในกลุ่มสายงานใด ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความสมัครใจ และความจำเป็นของทางราชการประกอบกัน และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหมวดนี้

และมาตรา78 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติว่า การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในแต่ละระดับตำแหน่ง จำนวนตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละห้าสิบ และเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสาม ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน วรรคสอง บัญญัติว่า การพิจารณาความรู้ความสามารถ ให้คำนึงถึงประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และผลการประเมินความพึงพอใจที่ประชาชนหรือผู้รับบริการได้รับจากการให้บริการของข้าราชการตำรวจประกอบด้วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ตร. กำหนด ซึ่ง ก.ตร. ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 97 ที่บัญญัติให้ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเพิ่มความรู้ ทักษะ ทัศนคติ คุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน โดยการออกกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการและนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือน

แต่หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ตามกฎ ก.ตร.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดสำหรับหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบในการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้เกิดความชัดเจน

ชำแหละ 4 ปัญหาใหญ่เกณฑ์เดิม ชี้ใช้เกณฑ์เลื่อนเงินเดือนมาแต่งตั้ง “ไม่ตอบโจทย์”

ก.พ.ค.ตร. ได้นำข้อสังเกตในการประชุมพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าราชการตำรวจร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตร. มาพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 แล้วมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

1.กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 ที่ออกมาบังคับใช้ ได้กำหนดให้นำไปใช้ทั้งในเรื่องการเลื่อนเงินเดือนและในการแต่งตั้ง แต่หลักเกณฑ์บางข้อไม่สามารถนำมาประเมินในการแต่งตั้งได้ เช่น ข้อ 5 ให้ตกลงกันระหว่างผู้ประเมินกับผู้รับการประเมินเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการ ข้อ 6 ให้มีการประเมินปีละ 2 ครั้ง ข้อ 7 แบ่งผลการประเมินออกเป็น 3 กลุ่ม สูงกว่ามาตรฐานกลาง มาตรฐานกลาง ต่ำกว่ามาตรฐานกลาง ข้อ 8 ให้แจ้งผลการประเมินเปิดโอกาสให้ผู้ถูกประเมินเข้าพบ ข้อ 9 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาคำร้องทุกข์ผลประเมิน เป็นต้น ควรกำหนดให้ชัดเจนระหว่างการนำไปใช้ในการเลื่อนเงินเดือนและการแต่งตั้ง

2.ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ควรกำหนดให้เป็นไปตามลำดับสอดคล้องกับผู้มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๕ และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567

3.ผู้รับการประเมิน ควรกำหนดให้มีหน้าที่บันทึกจัดทำข้อมูลผลการปฏิบัติราชการที่ถูกต้องและเป็นจริงตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในแบบประเมิน ทั้งนี้ ผลงานที่จะนำมาประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ควรเป็นผลงานในระดับตำแหน่งที่ดำรงอยู่

4,คุณสมบัติในด้านความประพฤติ ซึ่งจะต้องพิจารณาตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 ข้อ 47 วรรคหก นั้น เป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ควรมีระดับคะแนนประเมินที่ใกล้เคียงกับคุณสมบัติด้านอื่นๆ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นสอดคล้องกับระบบคุณธรรม จึงเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาเสนอต่อ ก.ตร. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อใช้ประกอบการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น โดยให้มีองค์ประกอบของคุณสมบัติแต่ละด้านรวมทั้งรายการที่ประเมินครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 60 มาตรา77 และมาตรา 82 ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งปรากฏรายละเอียดตามตัวอย่างการประเมินที่แนบ โดย ก.พ.ค.ตร. ได้พิจารณาจากร่างหลักเกณฑ์การประเมินตามหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0009.231/ว2087 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ทั้งนี้ การออกหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อใช้ประกอบการคัดเลือกหรือแต่งตั้งดังกล่าว ควรต้องมีการกำหนดรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบ แต่ละรายการประเมินให้มีความชัดเจน และดำเนินการเสนอ ก.ตร.เพื่อออกเป็นกฎ ก.ตร. ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ด้วย

โดยเมื่อมีการบังคับใช้กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งแล้ว ควรเร่งรัดให้มีการจัดทำคู่มือที่มีคำอธิบายการให้คะแนน ตัวชี้วัด พฤติกรรม หรือผลงานเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาผู้ประเมินใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การใช้ดุลพินิจเป็นไปในกรอบหลักเกณฑ์เดียวกัน