เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร อดีต ผบช.น/สนช./สว.ได้เผยแพร่บทความผ่านโชเชียลไลน์ โดยมีใจความว่า
“เล่าสู่กันฟัง…!!
“ ประชาธิปไตยจอมปลอม ต้นเหตุของปัญหา จุดเริ่มต้นของการทุจริต คอรัปชั่น จุดเริ่มต้นของการซื้อขายตำแหน่ง..!“
เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ทำให้นึกถึง “เพลโต”(Plato) นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ ผ่านบทสนทนาของ “โสเครติส ”(Socrates) นักปรัชญาชาวกรีกโบราณเช่นกันซึ่งเคยตั้งคำถามว่า “ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่ดีที่สุดจริงหรือไม่ เพราะเสียงของประชาชนไม่ได้รับประกันว่าผู้ได้รับเลือกจะมีความรู้และคุณธรรมเพียงพอในการปกครอง“ ซึ่งน่าจะมีส่วนจริงอยู่มากครับ (smile)(smile)
ในส่วนของประเทศไทยเรา ซึ่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิ.ย. พ.ศ.2475 คณะราษฎร์ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) มาเป็นประชาธิปไตย ( Democracy ) กล่าวคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชนใช้สิทธิ์และเสรีภาพผ่านการเลือกตั้ง เลือกตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศ แต่เอาเข้าจริงการเลือกตั้ง เลือกตัวแทนไปบริหารประเทศนั้น อาจไม่ได้ตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะยังมีการซื้อสิทธิขายเสียง ใช้นโยบายขายฝันกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดในประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทย
ทั้งนี้เนื่องจากคุณภาพคน ความยากจน การศึกษา ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ หัวคะแนน ฯลฯ ทำให้กว่า 80 ปี แม้ไทยเรามีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ มีการเลือกตั้งมาแล้วถึง 28 ครั้ง แต่ประชาธิปไตยบ้านเราก็ยังล้มลุกคลุกคลานไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะการเลือกตั้งในเขตชนบทห่างไกลความเจริญ จะได้คนซื้อเสียงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง ต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว การซื้อเสียงมีน้อยมาก จึงได้ตัวแทนประชาชนที่แท้จริงมาบริหารประเทศเจริญก้าวหน้า เปรียบได้กับการเอาต้นไม้ที่ขึ้นและงอกงามในประเทศหนาว มีหิมะตก มาปลูกในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น มันจึงยากที่จะเจริญงอกงาม ถึงกับมีฝรั่งบางคนพูดล้อว่า ประเทศไทยมีดีหมด(ในน้ำมีปลาในนามีข้าวฯ) ยกเว้นมีคนไทยอยู่ (หงุดหงิด) จะเท็จจะจริงอย่างไรก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป
ประชาธิปไตยบ้านเราจึงเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม? สักแต่ว่ามีเลือกตั้ง สุดท้ายใครมีเงินก็ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล เป็น รมต. มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ทำอะไรก็ได้ โกงบ้านกินเมืองก็ได้ ช่างไม่อายฟ้าเกรงดินกันบ้างเลย!
ในส่วนพรรคการเมืองซึ่งน่าจะเรียกว่ากลุ่มผลประโยชน์มากกว่า ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้านกันหรอก ดังอดีตนักการเมืองท่านหนึ่งถึงกับพูดว่า “เป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง” พรรคการเมือง จึงต้องพยายามไปต้อนสส.เกรด A B C มาอยู่ในสังกัดมากๆโดยลงทุนให้กระสุนดินดำไปซื้อเสียง เท่าที่ทราบเกรด A:50k B:30 k และ C:10k (อาจจะมาก หรือน้อยกว่านี้ขึ้นกับพื้นที่มีการแข่งขันกันสูงหรือไม่) และเมื่อชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลก็กลับมาถอนทุนคืนเช่นนี้
ถามว่าทำไมต้องซื้อ ?
คำตอบที่ฟังมาจากเพื่อน สส.บางคนในสภา ว่า ความจริงไม่มีใครอยากซื้อเสียงหรอก แต่ถ้าไม่ซื้อมันไม่สบายใจ เพราะแม้เสียงจะดีแต่อาจไม่มีคะแนน เพราะคู่แข่งซื้อ ถ้าเราไม่ซื้อก็มีสิทธิ์สอบตกเช่นกัน ซึ่งเมื่อได้เป็น สส.(พรรคยังมีค่าใช้จ่ายรายเดือนให้อีก) ก็ต้องตอบแทนพรรค นายทุนพรรค ทั้งออกกฎหมายเอื้อประโยชน์นายทุน และสนับสนุนนายทุน/ตัวแทนนายทุน มาเป็น รมต.จะกระทรวงเล็กใหญ่ขึ้นอยู่ที่มีจำนวน สส.ในคอกอยู่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยต้อง 5 -6 คน ซึ่งเมื่อมาเป็นรมต. ก็ต้องถอนทุนคืน ไม่ฉ้อราษฎร์ก็บังหลวงเพื่อไว้ใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป มีการคำนวนกันเล่นๆว่า ลงทุนสักหมื่นสองหมื่นล้านไปซื้อเสียงก็ยึดประเทศไทยได้ (เศร้า)
ในส่วน ขรก. บางคนถ้าอยากก้าวหน้าก็ต้องเอาใจนักการเมือง เป็นเครื่องมือให้นักการเมืองโกงกินบ้านเมือง ทั้งฉ้อราษฎร์บังหลวง นอกจากนี้บางคนถ้าอยากได้ตำแหน่งก็ต้องหาเงินมาซื้อตำแหน่ง เมื่อได้ตำแหน่งก็ต้องถอนทุน เป็นธุรกิจการเมือง เป็นวงจรอุบาทว์ ลงทุนถอนทุนๆๆ ไม่จบสิ้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ !เราจะปล่อยให้การเมืองไทยเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหรือ?
แล้วจะโทษใครดีละ..!
โทษผู้สมัครรับเลือกตั้ง
โทษประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ! หรือ
โทษรูปแบบการปกครอง ที่ไปเอาแบบเค้ามาแต่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย เปิดช่องให้มีการซื้อเสียง นโยบายขายฝัน ตลอดจนจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมไม่ได้ !
คำถามคือ จะแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ได้ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารที่สง่างาม ไม่โกงบ้านกินเมืองได้อย่างไร
คำตอบคือ ต้องตัดวงจรอุบาทว์ ต้องแก้ธุรกิจการเมืองเหล่านี้ให้จงได้ กล่าวคือ
1.แก้ที่คน
ผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ฟังดูท่าจะยากแต่ต้องพยายามแก้ ถ้าไม่แก้ประเทศไม่มีทางรอดในอาเซียนลองดูสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างแม้ต้องใช้เวลานานก็ตาม ซึ่งเมื่อ 50 ปีก่อน เคยเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย ต่อมาถูกมาเลเซียลอยแพเพราะถือเป็นภาระของมาเลเซีย สิงคโปร์จึงจำใจออกมาสร้างชาติแปลงเมืองด้วยตนเอง ทั้งนี้สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับ คนให้มีการศึกษาพัฒนาทุกช่วงวัย บริหารโปร่งใส ปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) 2025 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International (TI)ซึ่งประกาศเมื่อ ก.พ. 2026 สิงคโปร์อยู่อันดับ 3 (โกงน้อย)ของโลก จาก 182 ประเทศ (อันดับ 1 เดนมาร์ก อันดับ 2 ฟินแลนด์ ส่วนไทย อันดับที่ 116 ) ทำให้ปัจจุบัน สิงคโปร์มีการเมืองที่เข้มแข็ง ได้ผู้นำดี นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีคุณภาพอยู่ดีมีสุขทั่วหน้า จนมี GDP ต่อหัว ( GDP per capita ) เป็นอันดับ 2 ของโลก
2.แก้ที่ระบบ
ภายใต้การปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำอย่างไรให้การได้มาของสมาชิกรัฐสภา และฝ่ายบริหารที่สง่างามไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่เป็นธุรกิจการเมือง ไม่สร้างนโยบายขายฝัน ครอบงำประชาชน ทำลายประชาธิปไตย ทำร้ายประเทศไทย ส่วนการจะใช้รูปแบบใดให้เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยก็แล้วแต่จะช่วยกันออกแบบ อาจจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา หรือฝ่ายบริหารโดยตรง หรือโดยอ้อม หรืออาจประยุกต์จากประเทศที่มีการเลือกตั้งโดยตรง และโดยอ้อมแต่ประสบผลสำเร็จ ดังเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ( People’s Republic of China หรือ PRC)หรือเรียกสั้นๆว่าจีน
จีน เรียกระบบของตนว่า “ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน“( Socialist Democracy with Chinese Characteristics) โดยจีนมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้วัดเพียงการเลือกตั้ง แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผลลัพธ์การบริหารประเทศด้วย จีนจึงมีการเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คือ
1.ระดับท้องถิ่น หรือระดับล่าง เช่น ตำบล เมืองที่มิได้แบ่งเขต และอำเภอ หรือเขตบางประเภท ประชาชนผู้มีสิทธิ์ตั้งจะลงคะแนนเลือกผู้แทนสภาประชาชนโดยตรง
2.ระดับที่สูงขึ้น เช่น จะมีสภาประชาชนระดับมนฑล ที่สำคัญจะมีสภาประชาชนแห่งชาติ (National Peaple’s Congress หรือ NPC ) ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกผู้แทนโดยตรง แต่ให้สภาประชาชนระดับล่างเป็นผู้เลือกโดยอ้อมเป็นลำดับ มองเป็นภาพง่ายๆคือ ประชาชน – สภาประชาชนระดับล่าง-สภาระดับสูงขึ้น – NPC – ประธานาธิบดี
แต่จุดที่สำคัญที่ผมรับฟังจากอดีตเพื่อน สว. ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับล่างโดยตรงจากประชาชนนั้น จะมีวิธีคัดเลือกคนในท้องถิ่นให้ได้คนดีที่สุดมาเป็นตัวแทน จะไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่มีนโยบายขายฝันโดยเด็ดขาด และเมื่อไดรับเลือกจากประชาชนโดยตรงแล้ว มาทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่นก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง(ทางอ้อม)เข้าสู่ระดับสูงขึ้นจากสภาประชาชนตามลำดับจนถึง NPC เลือกประธานาธิบดี จีนจึงได้ผู้นำดังเช่น สีจิ้นผิง ซึ่งเป็นทั้งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และประธานาธิบดีคนที่ 7 มาบริหารประเทศจนเจริญก้าวหน้า ปราบปรามการทุจริตโดยเด็ดขาด ซึ่งไทยเราคงต้องศึกษาแนวทางดังกล่าวอย่างละเอียดรอบครอบสอดคล้องกับบริบทสังคมไทย เพื่อให้ได้คนดีมีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต กล้าคิด กล้าทำเพื่อบ้านเมือง มาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารที่สง่างาม ไม่ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์นายทุน ไม่มี ครม.ที่เป็น Buffet Cabinets (เศร้า)
3.การได้มาขององค์กรอิสระต้องสง่างาม โดยเฉพาะคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต้องได้คนดี มีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าที่จะจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม และกล้าดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างรวดเร็วเด็ดขาด ดังเช่นกรณีฮั้ว สว.ที่สังคมยังคลางแคลงใจอยู่ว่ามีหลักฐานชัดเจนแต่กว่าสองปียังไม่ถึงศาลเลย
4. ไม่นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเพื่อมิให้หัวคะแนนเช็คคะแนนการซื้อเสียงได้ การอ้างว่าอาจมีการทุจริตขณะขนย้ายหีบบัตรนั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพราะปัจจุบันทำได้ยากมากกกก
ในช่วงประกาศกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ให้อำนาจ กกต.หรือผู้ที่ กกต.มอบหมายมีอำนาจค้นในที่รโหฐานโดยไม่ต้องมีหมายค้น เพื่อสะดวกรวดเร็วในการค้นหาพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบหัวคะแนน ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สอบต. เป็นต้น พวกนี้มีหน้าที่รับเงินจากผู้สมัครไปซื้อเสียง ถ้าหากจัดการพวกนี้อย่างจริงจัง เด็ดขาด จะลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้มาก
การให้พรรคการเมืองประกาศ ครม.ล่วงหน้า ประชาชนจะได้ทราบว่าหลังเลือกตั้ง ครม.หน้าตาเป็นอย่างไร จะช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ง่ายขึ้น อื่นๆ เป็นต้น
5.รัฏฐาธิปัตย์(severignty)เป็นทางเลือกสุดท้าย
ที่เล่ามานี้ มิได้มีอคติกับพรรคการเมือง หรือนักการเมืองไทยที่ดี แต่ในฐานะคนไทยที่อยากเห็นการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ข้อเสนอข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่ดีที่สุด แต่เป็นเพียงไกด์ไลน์ (guideline)ให้ผู้มีอำนาจนำไปต่อยอดในการแก้ปัญหานี้ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย เพื่อจะได้เลือกตัวแทนที่ดีเป็น “คนดี คนเก่ง คนกล้า” มาทำหน้าที่พัฒนาชาติไทยให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุขตลอดไป (ขอร้อง)
ท้ายที่สุดนี้ผมขอยกคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีต นรม.ที่ว่า“ รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นปัญหา รัฐประหารเป็นเพียงปลายเหตุ แต่ต้นเหตุใหญ่ของวิกฤติบ้านเมืองคือ คนโกงและการทุจริตคอรัปชั่น“ ฟังแล้วคิดกันยังไง ครับ(ขอร้อง)
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร
อดีต ผบช.น/สนช./สว.
20 สิงหาคม 2569”ข้อความดังกล่าวระบุ




