วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษา พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ตอบโจทย์ครู นักเรียน และสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้บริหาร สพฐ. ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผอ.สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ พร้อมผู้บริหารการศึกษา ข้าราชการ และคณะทำงาน ร่วมติดตามการลงพื้นที่ในครั้งนี้

ในช่วงเช้า รมว.ศธ. พร้อมคณะฯ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนท่ามะกาวิทยาคม อำเภอท่ามะกา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 มีนักเรียนจำนวน 2,201 คน และบุคลากร 148 คน โดยได้มอบนโยบายหลัก 5 ด้าน ทั้งการคืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก การรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส การยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง การทำให้โรงเรียนเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างเหมาะสม และส่งเสริมศักยภาพคนไทยให้มีคุณภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน
จากนั้น ได้เดินทางไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขหนี้ครู โดยมุ่งสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีแนวทางบริหารจัดการภาระหนี้ที่เหมาะสม ลดความเดือดร้อน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลและจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเน้นการทำงานร่วมกับสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละราย รวมถึงส่งเสริมให้ครูมีความมั่นคงทางการเงินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผู้เรียนในระยะยาว

รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เพราะเห็นว่าที่นี่เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้ครูที่มีระบบและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือครูทั่วประเทศ โดยหลังจากกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับธนาคารออมสินประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 3.5% ยังพบว่าครูจำนวนมากมีภาระหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 จึงต้องเร่งหาแนวทางลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ครูมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะรับข้อเสนอเรื่องการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา โดยแนวทางหนึ่งคือการจัดตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและนำไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาแก้ไขหนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งต้องนำไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว และอยู่ระหว่างส่งกลับให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา หากไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะช่วยให้ครูที่ล้มละลายสามารถกลับคืนสู่สถานะปกติได้ ส่งผลให้สามารถดำเนินชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นคงต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ต่อมา คณะฯได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหนองกระทุ่ม อำเภอบ่อพลอย เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อน “โรงเรียนคุณภาพ” ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา เพื่อยกระดับโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่อย่างทั่วถึง พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและชุมชนในการสนับสนุนการจัดการศึกษา ตามแนวทาง “All for Education” เพื่อให้โรงเรียนสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวิสุทธรังษี อำเภอท่าม่วง เพื่อพูดคุยแนวทางการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครู ให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการดำรงชีวิตในยุคดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งสนับสนุนให้ครูสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการขับเคลื่อนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“จากการตรวจเยี่ยมวันนี้ เราพร้อมจะนำข้อเสนอไปดำเนินการต่อ ทั้งการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของแต่ละคน ไม่ใช่การอบรมในรูปแบบเดียวกันทั้งโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซอฟต์แวร์ และทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน รวมถึงส่งเสริมระบบ AI Coaching และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน เพื่อพัฒนาครูให้มีทักษะในระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ ขอชื่นชมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์บิน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน AI โดยเห็นว่าการพัฒนาทักษะด้าน AI เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับการศึกษาในปัจจุบัน” รมว.ศธ. กล่าว




