“ธนกฤต” วอนทบทวนเกณฑ์คุมนักโทษอุกฉกรรจ์-ติด EM ป้องกันทำผิดซ้ำ ย้ำกฎหมายต้องบังคับใช้ได้จริง

14

ธนกฤต” จี้ทบทวนเกณฑ์คุมเข้มนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เสนอทำ Blacklist–ติด EM 24 ชม. ป้องกันก่อเหตุซ้ำ ย้ำกฎหมายมีแล้วต้องบังคับใช้จริง

ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เปิดเผยถึงประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับเกณฑ์การพิจารณาปล่อยตัวและการคุมประพฤตินักโทษในคดีร้ายแรง โดยระบุว่า กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ควรมีการทบทวนและบังคับใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในสังคม

ช่องโหว่เกณฑ์พักโทษและการคุมเข้มกลุ่มคดีร้ายแรง


ดร.ธนกฤต ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในอดีตเกี่ยวกับระเบียบและหลักเกณฑ์การพิจารณาพักโทษ โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องอายุ เช่น เกณฑ์ 70 ปี ซึ่งเคยถูกยกเลิกไปในปี 2566 แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัว พ.ร.บ. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไร หากไม่มีการล็อกเงื่อนไขไว้ ก็ไม่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนะให้รัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจทบทวนการออกกฎหมายหรือระเบียบเพื่อควบคุมนักโทษกลุ่มเสี่ยง โดยยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (JSOC) ที่เกิดขึ้นจากบทเรียนคดีนายสมคิด พุ่มพวง ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้ควรกำหนดมาตรการล็อกตัวในเรือนจำ หรือตัดสิทธิการพักโทษและการปรับชั้นนักโทษสำหรับคดีร้ายแรงเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ

ชี้ระบบเรือนจำทำให้นักโทษกลืนกัน ต้องมีระบบ Blacklist

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ เมื่อนักโทษเข้าไปอยู่ในเรือนจำ รัฐบาลหรือกรมราชทัณฑ์จะไม่สามารถจำแนกความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน เนื่องจากทุกคนกลายเป็นนักโทษที่มีการปรับชั้นดีหรือชั้นเยี่ยมตามระยะเวลา เช่น กรณีของนายสมคิดที่ติดคุกจริงเพียง 14 ปี จากการปฏิบัติตัวดีตามเกณฑ์เรือนจำ

ดังนั้น จึงเสนอให้มีการขึ้นระบบ Blacklist, เครื่องหมายดอกจัน หรือตัวแดงไว้สำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง เพื่อให้ผู้บัญชาการเรือนจำและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมอนิเตอร์พฤติกรรมเป็นการเฉพาะ ก่อนที่จะนำเกณฑ์การลดโทษหรือพักโทษอื่น ๆ มาพิจารณา

แนะติดกำไล EM ป้องกันป้องปราม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ


สำหรับการควบคุมผู้กระทำผิดหลังพ้นโทษหรือระหว่างพักโทษ ควรมีการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) มาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มคดีข่มขืนหรือพยายามฆ่า เช่น กรณี “เจ้าป๋อง” ที่พ้นโทษมาเพียง 2 เดือนแล้วมาก่อเหตุซ้ำ ซึ่งหากมีการติดกำไล EM ศูนย์ JSOC จะสามารถติดตามสัญญาณ GPS ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากมีการพยายามถอด ตัด หรือเคลื่อนย้ายผิดปกติ สัญญาณจะแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ทันที

ย้ำกฎหมายมีอยู่แล้ว ต้องบังคับใช้ให้เป็นรูปธรรม

ดร.ธนกฤต ย้ำช่วงท้ายว่า การเสนอแนะครั้งนี้ไม่ได้ต้องการตำหนิใคร แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการตามกฎหมาย ร่วมกันปิดช่องว่างเพื่อความปลอดภัยของสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของใคร หรือผู้ต้องหารายใด แม้จะเคยพ้นโทษหรือมีอายุมากแล้ว หากกลับไปมีพฤติกรรมประพฤติตนเป็นผู้ต้องหาในลักษณะเดิมอีก ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายใหม่เช่นเดียวกัน