“นายกฯ อนุทิน” ประชุมหารือข้อราชการผู้บริหารมหาดไทย กำชับ “อยู่กระทรวงมหาดไทยไม่ต้องเข้าใจอะไร เข้าใจชาวบ้านพอ” ย้ำ “อยู่อย่างสิงห์” ขับเคลื่อนงานทุกอย่างด้วยความทุ่มเท ทำความจริงออกมา เรียก “ศรัทธาประชาชนคืนกลับมา”

.
วันนี้ (28 ก.ค. 69) เวลา 10.10 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือข้อราชการกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
.
นายอนุทิน กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมา ตนได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีในภารกิจต่าง ๆ และได้เดินทางไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศหลายวาระ ซึ่ง ผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะภาควิชาการได้ให้ดรรชนีความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยอยู่ในระดับมั่นคง ปลอดภัยในการลงทุน เชื่อถือได้ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ ซึ่งยังให้อันดับไทยในระดับสูงมากแม้โลกกำลังประสบสภาวะเช่นนี้ นอกจากนี้มีความน่าภาคภูมิใจว่า ปตท. ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ก็เป็นเจ้าของเหมืองน้ำมัน ทำให้มั่นใจว่าน้ำมันดิบจะถูกผลิตเข้าประเทศอย่างสม่ำเสมอ และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดก็ช่วยกันกำกับดูแลควบคุมได้ ทรัพยากรก็เพียงพอ รวมถึงเรื่องแก๊ซ เรื่องปุ๋ย ที่เพียงพอสำหรับประชาชนผู้บริโภค

.
“การที่ไม่ได้เข้ากระทรวงมหาดไทยบ่อย ไม่ได้ขาดการติดต่อ เรามีการติดต่อกันสม่ำเสมอ แม้ไม่ได้เข้ามาเพราะภารกิจมากมาย ก็มอบนโยบาย และทุกท่านทำด้วยความเรียบร้อย ทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ ค้ามนุษย์ นอมินี ที่ดิน ทุกท่านสามารถทำได้เป็นอย่างดี กระทรวงมหาดไทย เราทำงานกันอย่างจริงจัง ปีนี้เข้าปีที่ 3 แล้วที่อยู่กับชาวมหาดไทย เรามีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเต็มที่ ทุ่มเททำงาน ไม่มีอะไรเกินความสามารถของเรา และขอฝากผู้ว่าฯ ทำหน้าที่ให้เรียบร้อยในจังหวัด เพื่อไม่ต้องส่งคนส่วนกลางลงไป ท่านต้องรู้ก่อนส่วนกลาง ถ้าส่วนกลางรู้ก่อนเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่รู้ ทุกวันนี้แหล่งข้อมูลมีเยอะ โซเชียลมีเดีย ไลน์ ฯลฯ และขอเรียนว่า ต่อให้ใครจะว่าอะไรก็แล้วแต่ ผมต้องได้ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่มีการฟังคนนี้แล้วมากดดัน ผมแยกแยะออก และตั้งแต่เข้ามากระทรวงนี้ไม่มีใครที่ผมเกลียด และสิ่งที่ผมโชคดีมาก ๆ คือ ผมไปพักร้อน 3 เดือน ได้เห็นอะไรมากขึ้น เรื่องการรับรู้ข้อมูล ความรู้สึก การคิด การอ่าน ผมรู้หมดว่าแต่ละคนมีอุปนิสัยความตั้งใจทำงานอย่างไร เพื่อสนับสนุนเขาให้อยู่ในหน้าที่ที่สามารถผลิตผลงานออกมาได้ ทั้งนี้ “ความจริงใจจริงโจ้ไม่สำคัญ สำคัญคืองาน” เราเป็นข้าราชการ ขอให้ทำงานให้เต็มที่ ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกและความจริงที่เกิดขึ้น”
.
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า วันนี้กระทรวงมหาดไทยมีนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการ อยากทำอะไรให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้การบริการประชาชนเกิดศักยภาพสูงสุด จะมีโอกาสไหนดีกว่านี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการก็ทีมเดียวกันหมด พวกนี้ไม่ใช่ลูกเทพ คนที่ผ่านการเลือกตั้งในเขต เป็น ส.ส. เขตทุกคน คือ ท่านเต้ย (พลพีร์) ท่านเจเศรษฐ์ โกแพ (วรศิษฎ์) ทุกคนผ่านตรงนี้หมด ไม่ใช่ลูกเทพ และไม่ใช่ ส.ส.สมัยแรก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสมัย มีพื้นที่ของเขา เข้าใจชาวบ้าน “อยู่กระทรวงมหาดไทยไม่ต้องเข้าใจอะไร เข้าใจชาวบ้านพอ” ขอให้เราขับเคลื่อนให้พี่น้องประชาขนมีความวัฒนาสถาพร อยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไฟฟ้า ประปา ตลาด น้ำเสีย รัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ก็เพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ทำงานกันด้วยความเชื่อถือ ประคองกระทรวงนี้ให้ผ่านวิกฤตต่าง ๆ ไปให้ได้
.
“ซึ่งที่ผ่านมาภารกิจกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้สถานะนายกรัฐมนตรีคนเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหมาดไทย ทำให้เกิดการเชิดหน้าชูตา อาทิ OTOP ยอดขายก็เพิ่ม การยอมรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ก็ดีขึ้น แต่ทว่าเกิดเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ตนจึงต้อง “ปลุกจิตวิญญาณมหาดไทย” กลับขึ้นมาต่อต้านเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มันราพณาสูรเลย การทุจริตครั้งนี้ เรียกได้ว่า คนที่ทุจริตครั้งนี้ถูกซองทับตาย คือ “ความโลภทำให้มันเกิดขึ้น” อุตส่าห์เอาหน่วยงานข้างนอกเข้ามาดำเนินการแล้ว สุภาษิตบอกแล้วว่า “ยังไงคนเป็นโจรก็ต้องทิ้งร่องรอย” เป็นสิ่งน่าเสียใจ จนสุดท้าย “ผู้ร้ายฆ่ากันเอง” เพราะไม่ได้ตามที่ต้องการ”

.
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า แต่คนที่ต้องจ่ายต้นทุนทางสังคมที่สุด คือ “กระทรวงมหาดไทย” สิ่งที่เกิดขึ้น พวกเรามีสังคม มีวง มีกลุ่ม มีพรรคพวก ตั้งแต่เกิดขึ้นเราก็ดำเนินการสุดซอย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักฐานข้อมูลข้อเท็จจริง ขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ รวดเร็ว เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มีการทุจริตแน่นอน จากคนสอบเป็นหมื่นคน พบการแก้กระดาษถึงกว่า 5,900 คน เรียกว่า มันโกง อมโบสถ์มาพูดว่า human error เจ้าหน้าที่ไม่ใช้ความระวังเต็มที่ ไม่มีใครจะเชื่อและจะรับความผิดพลาดเช่นนี้ได้…นี่แหละกฐินสามัคคีของจริง…หน่วยงานอื่นมาตรวจสอบเพียบ เมื่อแม่น้ำทุกสายมารวมกัน ก็จะ cross check และเจอความจริง
.
“เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนต้องทำความจริงออกมา เรียก “ศรัทธาประชาชนคืนกลับมา” ทำให้ทุกอย่างตีแผ่ออกมา และวางระบบไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีก อุตส่าห์เอาคนนอกมาทำระบบสอบ อย่างนี้มันผิดที่คน ไม่ใช่ระบบ และยิ่งเป็นเรื่องบรรจุข้าราชการ “วันแรกก็โกงแล้ว” มันต้องคิดไปถึงต้นตอเลย เพราะคนที่อบรมบ่มเพาะมาดี คิดแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ดังนั้น งานนี้ต้องขอความร่วมมือ ถ้าทำได้เร็ว ศรัทธาของคนก็จะกลับมา ด้วยการหาวิธีการ ต้อง Say No กับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะข้าราชการรุ่นใหม่ ซี 5 6 7 8 ทุกคนอยากเติบโตก้าวหน้าเป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งการเป็นเจ้าคนนายคนเป็นเรื่องดี “แต่ต้องไม่โกง” เพราะถ้าเข้ามาในระบบ ติดลบเข้ามาคนละ 3-4 แสน ยังไงเข้ามาก็ต้องหาวิธีเอาเงินกลับไปใช้หนี้ใช้สิน เราต้องทำทุกทางไม่ให้หญ้าแห้วหมูที่เป็นหญ้ากาฝากเกิดขึ้นในสนามบ้านเรา เพราะหญ้าพวกนี้มันกินหญ้าดี ๆ ของเราหมด ถ้ามันเข้ามาเรื่อย ๆ คนดี ๆ ก็จะหายหมด ยิ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน เราต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก จิ้มไปแก้ไขให้ได้ เรียก ความศรัทธาคืนมาให้ได้ ในเวลานาน ต้อง reset ใหม่ และ “ตนจะปรับตัวเองและทำให้สภาพการทำงานทุกอย่างกลับมาดีขึ้น และไว้วางใจมากขึ้น” ขอให้คนทำงานเต็มที่ เรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ ทุกอย่างมีคำอธิบายทุกคน เปิดโอกาสทุกคนทำงานเต็มที่ อย่าทำให้กระทรวงมหาดไทยเป็น “กระทรวงมหาไถ” ไม่มีการปกป้องใครที่ทำผิด ไม่สามารถทำได้ ทำใจไม่ได้ แหลกลาญป่นปี้ไปหมดแล้ว เราต้องร้อง “โฮ่ง” ไม่ร้อง “เอ๋ง” ด้วยวิธีเดียว คือ “อยู่อย่างสิงห์” ขับเคลื่อนงานทุกอย่างด้วยความทุ่มเท กำจัดหญ้าแห้วหมูอย่าให้เข้ามาในกระทรวงของเรา ใช้วิกฤตทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น กลับมาเป็นโอกาสให้สังคมรู้ว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ยอมรับให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก และมุ่งมั่นขับเคลื่อนกระทรวงมหาดไทยในวันที่ สร.1 และ มท.1 คือคนเดียวกัน ต้องทำมากกว่านี้ บันดาลสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขประชาชนให้มากกว่านี้” นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายเจเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงการเดินทางประชุมร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งนานาประเทศให้ความสนใจกับแนวทางการตั้ง “ด่านชุมชน” เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนในพื้นที่ตำบล/หมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมทั้งกำชับให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยใช้กลไกผู้ว่าราชการจังหวัด และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกช่วงเทศกาล และทุกวันตลอดทั้งปี
.
ในช่วงท้าย นายอนุทิน ได้มอบหมายปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ประสานผู้ว่าฯ ชายแดนไทย-เมียนมา จัดเตรียมและรายงานข้อมูลในระดับพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติ ยาเสพติด มาประกอบการเตรียมการหารือกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่มีกำหนดเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6-8 สิงหาคม 2569 นี้
.
คณะผู้บริหารระดับสูงที่เข้าประชุมวันนี้ ได้แก่ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายภาสกร บุญญลักษม์ หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสันติธร ยิ้มละมัย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมภพ สมิตะสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วม

