กรุงเทพฯ, 21 กรกฎาคม – จากกรณีการรับฟังความคิดเห็นจากอดีตผู้ต้องราชทัณฑ์ที่อาคารรัฐสภา โดยมีการเรียกร้องให้ฝึกทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI ให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) ระบุว่าเป็นการมองปัญหาผิดจุดและแก้ไม่ตรงต้นเหตุ ข้อเสนอที่อ้างว่าผู้ต้องราชทัณฑ์ส่วนใหญ่ขาดการพัฒนาจิตใจ ไม่มีศีลธรรมหรือจริยธรรมนั้น เป็นการมองปัญหาแบบวาทกรรมศีลธรรมนิยม ที่ผลักภาระและความผิดทั้งหมดไปไว้ที่ตัวบุคคล โดยมองข้ามความล้มเหลวของโครงสร้างรัฐ
“การที่คนพ้นโทษแล้วต้องกลับเข้าสู่วังวนเดิม ไม่ใช่เพราะเขารู้ดีรู้ชั่วไม่พอ หรือขาดศีลธรรม แต่เป็นเพราะโครงสร้างสังคมปิดประตูใส่พวกเขา ระบบการบันทึกประวัติอาชญากรรมที่ติดตัวไปจนวันตาย การถูกตราบาปทางสังคม และการขาดระบบรองรับหลังพ้นโทษ ต่อให้ขัดเกลาจิตใจแค่ไหน แต่ถ้าออกมาระบบทำมาหากินไม่เปิดโอกาสให้มีที่ยืน เขาก็ไม่มีทางรอด เพราะ 100 ความสามารถ ก็ไม่เท่ากับ 1 โอกาสที่ได้รับ แต่ภาครัฐกลับยังคงละเลยในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ในเชิงระบบอย่างจริงจัง” นายพลรักษ์ กล่าว

นายพลรักษ์ กล่าวว่า หากพิจารณาถึงต้นตอของปัญหา กระบวนการหล่อหลอมคนให้กลายเป็นอาชญากรไม่ได้เริ่มต้นหรือเกิดขึ้นในคุก หากแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ในระดับครอบครัวและสภาพแวดล้อมทางสังคม“เรือนจำไม่ใช่สถานที่ที่จะมาแบกรับภาระแก้คนเหล่านี้ที่ปลายเหตุ เวลาเพียงไม่กี่ปีในสถานคุมขัง ไม่อาจเทียบได้กับเวลาหลายสิบปีของการอบรมและขัดเกลาจากสถาบันครอบครัว จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอาชญากรรม จึงไม่ใช่การมุ่งสร้างหรืออัดโปรแกรมในเรือนจำ แต่คือการสร้างสถาบันครอบครัวและชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้คนต้องหลุดเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่แรก”
ต่อข้อเสนอที่พยายามยกระดับการฝึกอาชีพไปสู่ทักษะแห่งอนาคต เช่น การตัดต่อคอมพิวเตอร์ หรือ AI นั้น นายพลรักษ์ แสดงความเห็นแย้งว่า แม้ฟังดูทันสมัย แต่อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงจากสภาวะตลาดแรงงาน โดยข้อแรกคือ ข้อจำกัดเชิงระบบ เพราะ เรือนจำมีข้อกำหนดด้านความมั่นคง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และงบประมาณอุปกรณ์เทคโนโลยี และ สภาวะการแข่งขันจริง ที่ตลาดงานด้าน Digital และ Ai ปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก แม้แต่คนทั่วไปที่จบตรงสายยังหางานยาก การเรียนทักษะ Ai ในเรือนจำจึงอาจกลายเป็นเพียงภาพฝันที่ไม่สามารถทำได้จริง
นายพลรักษ์ สรุปทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปทักษะอาชีพต้องเน้น Market Matching หรือการจับคู่ทักษะกับความต้องการของตลาดแรงงานท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่จริง ร่วมกับการสร้างพันธมิตรกับภาคเอกชน ให้มีโควตารับผู้พ้นโทษเข้าทำงานอย่างเป็นรูปธรรม “การแก้ปัญหาผู้ต้องขังปีละกว่า 200,000 คน ไม่ใช่การตั้งตนเป็นครูไปสั่งสอนศีลธรรมในคุก แต่คือการกลับไปเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งตั้งแต่ต้นทาง ปลดล็อกพันธนาการทางกฎหมายตรงกลางทาง และสร้างระบบกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเพื่อให้เขามีโอกาสกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีในปลายทางครับ”

