ชาวบ้านเขาปากเตรียมบุก ปปป. แจ้งเอาผิดอธิบดีอุทยานฯ ซัดเลือกปฏิบัติ-เมินทุนรุกป่า

5

ชาวบ้าน “เขาปากเตรียม” ระนอง แจ้งความเอาผิดอธิบดีกรมอุทยานฯ-หัวหน้าอุทยานฯ แหลมสน แจ้งความดำเนินคดีชาวบ้าน ซัดเมินแก้ปัญหานายทุนบุกรุกป่ารายใหญ่

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.69 นายสุรพงศ์ พรหมรักษ์, นายธีรวัฒน์ ไทยปรีชา และ นางสาวปรีดา ราชนิ ตัวแทนชาวบ้านพื้นที่เขาปากเตรียม อุทยานแห่งชาติแหลมสน จังหวัดระนอง รวมตัวเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนบก.ปปป เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน กรณีเลือกปฏิบัติแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านและแปลงที่ดินเพียง 3 แปลง ทั้งที่ชาวบ้านเป็นผู้ร้องเรียนปัญหานายทุนบุกรุกพื้นที่ป่ามานานหลายปีแต่กลับไร้การเหลียวแล

สืบเนื่องจากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำหลักฐานเข้ายื่นต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อดำเนินคดีกับขบวนการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน (เขาปากเตรียม) จ.ระนอง กว่า 643 ไร่นั้น

โดยนายสุรพงศ์ ระบุว่า การดำเนินการของอธิบดีกรมอุทยานฯ และหัวหน้าอุทยานฯ ที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. จำนวน 3 แปลง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยร้องเรียนปัญหาการบุกรุกพื้นที่เขาปากเตรียมไปยังอธิบดีกรมอุทยานฯ ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบการบุกรุกป่า แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ จากทางอุทยานฯ จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางอธิบดีกรมอุทยานฯ กลับเป็นฝ่ายแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกเสียเอง ทั้งที่พื้นที่พิพาทมีเอกสารสิทธิหลายแปลงทับซ้อนกับเขตอุทยานฯ ที่ประกาศตั้งตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งปัญหาหลักคือเจ้าหน้าที่ไม่เคยทำแนวเขตหรือปักป้ายให้ชัดเจนในพื้นที่จริง มีเพียงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนไม่ทราบแนวเขตที่แท้จริง

ด้าน นายธีรวัฒน์ หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี เปิดเผยด้วยความอึดอัดใจว่า ตนเองได้ประมูลซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาจากกระบวนการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระนอง เมื่อปี 2565 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้ดำเนินการขอรังวัดสอบเขต แจ้งไปยังหัวหน้าอุทยานฯ นายอำเภอ และผู้นำชุมชนอย่างโปร่งใส แต่สุดท้ายกลับถูกกรมอุทยานฯ แจ้งความข้อหาบุกรุก

​นายธีรวัฒน์ ตั้งคำถามว่า ความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ป่าไม้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ใน 3 แปลงดังกล่าว และมีพื้นที่แปลงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20 แปลง เหตุใดจึงเลือกดำเนินคดีเฉพาะแปลงที่มีชาวบ้านถือครองและทำกินอยู่ เช่น แปลง 916 การกระทำลักษณะนี้จึงมองว่าเป็นการรังแกและปิดปากชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ทั้งที่ชาวบ้านคือผู้ช่วยส่งเสียงแจ้งเบาะแสการบุกรุกทำลายป่ามาโดยตลอด

​ขณะที่ นางสาวปรีดา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอีกราย กล่าวเสริมว่า ตนเองต้องเผชิญกับภาวะความเครียดและปัญหาสุขภาพอย่างหนัก เนื่องจากนอกจากจะถูกแจ้งความดำเนินคดีในที่ดินทำกินขนาดเล็กรายละ 5-10 ไร่ที่ทำมาหากินมานานแล้ว ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ข่มขู่ยิงปืนในพื้นที่ และถูกกล่าวหาว่าลักผลปาล์มในแปลงที่ตนเองครอบครอง ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการอนุรักษ์ป่า แต่ต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มทุนรายใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรเปิดถนนและตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจังมากกว่า

​ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งกระบวนการประกาศแนวเขตอุทยานฯ การออกเอกสารสิทธิ การขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี รวมถึงตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ว่ามีความล่าช้าหรือเลือกปฏิบัติในการดำเนินคดีหรือไม่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่