ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองหลินจือ หนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของการแพทย์แผนทิเบต ได้เก็บรักษาภูมิปัญญาที่สืบทอดมายาวนานกว่า 3,800 ปี ผ่าน “มันทัง” (Mantang) หรือภาพจิตรกรรมตำราการแพทย์แผนทิเบต ซึ่งไม่เพียงเป็นตำราสำหรับการเรียนการสอน แต่ยังสะท้อนองค์ความรู้ด้านการแพทย์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาวทิเบต จนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกความทรงจำของโลก

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงรูปปั้นของ ยูถก ยอนเต็น กอนโป (Yuthok Yonten Gonpo) ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการแพทย์แผนทิเบต รูปปั้นที่เห็นในปัจจุบันเป็นการสร้างขึ้นใหม่ หลังจากมีการค้นพบต้นแบบที่แกะสลักอยู่บนภูเขาอีกแห่ง จึงนำมาใช้เป็นต้นแบบในการสร้างใหม่ และตั้งอยู่ในเมืองหลินจือ (Linzhi)
ยูถก ยอนเต็น กอนโป มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 708-833 รวมอายุประมาณ 125 ปี ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ของทิเบต และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการแพทย์แผนทิเบต รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาด้านการแพทย์แห่งแรกของทิเบต
นิทรรศการแบ่งประวัติศาสตร์การแพทย์แผนทิเบตออกเป็น 6 ยุคสำคัญ
อย่างเช่น ยุคช่วงแรก คือ ยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งย้อนกลับไปกว่า 1,800 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคนั้น บรรพบุรุษชาวทิเบตเริ่มใช้ น้ำต้ม เพื่อบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และใช้ สมุนไพรหรือไขมันจากสัตว์ ทารักษาบาดแผล รวมถึงรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า “เมื่อมีมนุษย์ ก็ย่อมมีการแพทย์” เพราะการรักษาโรคเกิดขึ้นควบคู่กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม
ต่อมา ชาวทิเบตได้พัฒนา เครื่องมือพื้นฐานสำหรับการรักษาโรค ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแพทย์แผนทิเบต ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น
เมื่อเข้าสู่ช่วง ค.ศ. 708-833 ซึ่งเป็นยุคของยูถก ยอนเต็น กอนโป ได้มีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาด้านการแพทย์แห่งแรกของทิเบต พร้อมรวบรวมองค์ความรู้และเรียบเรียงตำราการแพทย์ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของการแพทย์แผนทิเบตในเวลาต่อมา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนทิเบตอธิบายว่า จุดเริ่มต้นของศาสตร์แขนงนี้เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์จากหลายอารยธรรม ทั้งจีน อินเดีย เนปาล และเปอร์เซีย ก่อนพัฒนาเป็นระบบการแพทย์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวทิเบต และได้รับการถ่ายทอดผ่านคัมภีร์สำคัญ รวมถึงภาพจิตรกรรม “มันทัง”
ภายในชุดภาพจิตรกรรม หนึ่งในภาพสำคัญคือ “ราชาแห่งการแพทย์” (Medicine King) ซึ่งประทับอยู่ภายในนครที่มีกำแพงล้อมรอบ เปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ด้านการแพทย์ ขณะที่บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพืชสมุนไพร สัตว์ และแร่ธาตุ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยาแผนทิเบต สะท้อนแนวคิดที่ว่าธรรมชาติคือแหล่งกำเนิดของการรักษาโรค
อีกหนึ่งภาพที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวใจของตำรา คือ “ต้นไม้แห่งการแพทย์” (Medicine Tree) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนแผนผังองค์ความรู้หรือ Mind Map ของการแพทย์แผนทิเบต โดยใช้ลำต้น กิ่งก้าน และใบไม้เชื่อมโยงหลักวิชาด้านต่าง ๆ ตั้งแต่โครงสร้างร่างกาย การวินิจฉัยโรค ไปจนถึงแนวทางการรักษา
ภาพดังกล่าวยังเปรียบเทียบสภาวะของร่างกายมนุษย์ ระหว่างผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงกับผู้ที่เจ็บป่วย เพื่ออธิบายกระบวนการเกิดโรคและแนวทางการฟื้นฟูสุขภาพตามหลักการแพทย์แผนทิเบต

หัวใจสำคัญของศาสตร์แขนงนี้คือแนวคิดเรื่อง “พลังงานพื้นฐาน 3 ประการ” ได้แก่ ลม น้ำดี และเสมหะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย หากพลังงานทั้งสามอยู่ในภาวะสมดุล ร่างกายก็จะมีสุขภาพแข็งแรง แต่เมื่อเกิดความไม่สมดุล จะนำไปสู่การเกิดโรคต่าง ๆ แพทย์แผนทิเบตจึงใช้หลักการนี้เป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
ตลอดระยะเวลากว่า 3,800 ปี การแพทย์แผนทิเบตได้พัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระบบการแพทย์ที่มีองค์ความรู้ครบถ้วน มีประสบการณ์ทางคลินิกที่สั่งสมจากการรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก และยังคงได้รับการสืบทอดควบคู่กับการแพทย์สมัยใหม่ในเขตปกครองตนเองทิเบตจนถึงปัจจุบัน
นอกจากคุณค่าทางการแพทย์แล้ว “มันทัง” ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกภูมิปัญญาของมนุษยชาติ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการเยียวยา จนได้รับการขึ้นทะเบียนในโครงการ Memory of the World ของยูเนสโก ตอกย้ำคุณค่าของการแพทย์แผนทิเบตในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของโลก
ภาพ-ข่าว มณีนาถ อ่อนพรรณา : จากทิเบต

