นายกฯนั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมคดีโกงสอบท้องถิ่น พบคะแนนพิรุธ 5,814 ราย ขยายผลล่าคนบงการต่อ

4

นายกฯ ร่วมประชุมติดตามคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น หลังรวบ ผอ.พิชิต-พวกรวม 3 ราย ตำรวจขยายผลหาผู้บงการ พบผู้ต้องหาให้การพาดพิงบุคลากร มศว. ขณะ มท.ตรวจพบคะแนนผิดปกติ 5,814 ราย ด้านกองปราบส่งสองผู้ต้องหาฝากขังค้านประกันเกรงหลบหนี-ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมประชุมติดความคืบหน้าคดีทุจริตสอบเข้าราชการท้องถิ่น โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ,สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ,กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน


พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงผู้ต้องหา 3 คน ซึ่งมีบทบาทปลอมแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และแก้ไขผลการสอบ จนนำไปสู่การออกหมายจับ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังอยู่ระหว่างขยายผลไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการรายอื่น จากพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้น 9 จุด รวมทั้งเอกสาร พยานดิจิทัล และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำหนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่าเคยเข้าพบบุคลากรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ตำรวจจึงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ พร้อมย้ำว่าเป็นเพียงคำให้การของผู้ต้องหาและยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาบุคคลดังกล่าว ขณะเดียวกันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หากพบผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีและส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการในส่วนคดีทุจริต

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผลการตรวจสอบผู้สอบผ่านการคัดเลือก พบว่ามีผู้รายงานตัวแล้ว 14,988 คน จากผู้สอบผ่านทั้งหมด 15,520 คน เมื่อนำคะแนนดิบจากกระดาษคำตอบมาเปรียบเทียบกับคะแนนที่ประกาศผล พบคะแนนไม่ตรงกัน 5,814 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 3,621 คน เป็นผู้ที่ควรสอบตกแต่ถูกแก้ไขคะแนนจนสอบผ่าน 1,713 คน เป็นผู้สอบผ่านอยู่แล้วแต่คะแนนถูกเพิ่มเพื่อเลื่อนลำดับ และ 480 คน เป็นกรณีคะแนนคลาดเคลื่อนจากการสแกน ซึ่งต้องตรวจสอบกับกระดาษคำตอบที่ ป.ป.ช. อายัดไว้เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

ส่วน นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ทักท้วง คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และขอให้ชะลอการรายงานตัวของผู้สอบผ่าน เพื่อรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแล้ว ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎหมายและอำนาจของคณะกรรมการ ตนไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งระงับได้ อย่างไรก็ตามในความเห็นส่วนตัวหากพิสูจน์ได้ว่าการสอบมีการทุจริตตั้งแต่ต้น ก็ควรเพิกถอนหรือยกเลิกการบรรจุผู้สอบผ่านที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกแนวทางที่กฎหมายเปิดช่องไว้ และจะหารือฝ่ายกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สอบที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตนยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามคดีอีกชุดหนึ่ง โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทน ป.ป.ช. ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุด เพื่อเร่งรัดการสืบสวนและติดตามความคืบหน้าคดีอย่างใกล้ชิด โดยไม่มีตัวแทนกระทรวงมหาดไทยร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ต่อมาเวลา 14.20 น. พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ควบคุมตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ “จ่าพิชิต”ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ และ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ อัศวิน โชติพนัง หรือ “ดร.วิน” ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา”ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลขหรือเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความ เพื่อนำข้อความหรือเอกสารเช่นนั้นออกเปิดเผย และโดยทุจริตร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ไปฝากขังศาลอาญา รัชดาฯ หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นแล้ว โดยทั้งคู่ยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราวเนื่องจาก ผู้ต้องหากระทำความผิดหลายคน ทำเป็นขบวนการ การกระทำกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน กระทำต่อหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายฝ่าย มีความเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รายงานแจ้งว่าขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองขึ้นรถไปฝากขัง ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น