โศกนาฏกรรมโรงเบียร์ฯเซ่น 32 ศพ อย่าเอาผิดแค่เจ้าของ-ต้องฟัน จนท.ด้วย

4

ติดตามข่าวโศกนาฏกรรมโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เซ่นสังเวย 32 ศพ บาดเจ็บ 73 คน ยังไม่เจอคำสัมภาษณ์ของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เลยว่าจะต้องถอดบทเรียน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ผู้มีอำนาจก้าวข้ามได้แล้ว เพราะถ้านำเอกสารเกี่ยวกับการถอดบทเรียนของหน่วยงานรัฐมาต่อกันเชื่อว่าคงพันโลกนี้ได้หลายรอบแล้ว และบทเรียนที่ถอดออกมาไม่เคยถูกนำออกมาบังคับใช้เลย      

หลังเกิดเหตุความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนที่สุดนอกจากดูแลผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บแล้ว คือการเร่งสอบสวนสาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทั้งแพ่งและอาญา แต่กลับละเลยที่จะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมๆที่เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ จะไม่ได้ยินข่าวว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีถึงขั้นติดคุกหรือต้องสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน อย่างกรณีเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย  1 มกราคม 2552 คร่าชีวิตผู้คนไป 67 คน บาดเจ็บ 222 คน ดำเนินคดีกับผู้บริหารและผู้ติดตั้งพลุไฟ แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่โดน หรือกรณีเมาน์เทน บี อ.สัตหีบ ชลบุรี ปี 2565 ตาย 26 คน เจ็บ 50 คน  ผลคดีเจ้าของร้านถูกตัดสินจำคุก 5 ปี 4 เดือน ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง แค่ย้ายฐานปล่อยปละเลยในการตรวจสอบ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วควรจะรับโทษหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและช่วยไม่ให้ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเกิดอาการย่ามใจได้ ซึ่งในความเป็นจริงเกี่ยวสถานบริการหรือสถานบันเทิง ทั้งผู้ประกอบการและผู้บังคับใช้กฎหมายต่างทราบกันในลักษณะไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

ข้อมูลของอดีตข้าราชการกทม.เล่าว่าปกติสถานบันเทิงอยู่ในกฎหมายควบคุมสถานบริการตามกฎกระทรวง ต้องตรวจอาคารเป็นประจำ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ตรวจสอบจริง แค่เซ็นต์รับรองแล้วรับเงินไป ยิ่งสถานบันเทิงที่อยู่นอกโซนนิ่ง 3 แห่งคือ อาร์ซีเอ รัชดาภิเษก และสีลม ต้องจ่ายหนักอย่างแน่นอนทั้งตำรวจและสำนักงานเขต  
     

ขณะที่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานบันเทิงในพื้นที่ กทม.ผู้มีอำนาจออกใยอนุญาต คือผู้บัญชาการตำรวจนครบาลผู้ประกอบการจะยื่นผ่าน กองบังคับการอำนวยการ(บก.อก.)บช.น. ก่อนเซ็นอนุมัติมีชุดตำรวจต้องลงไปตรวจสอบ ถ้าอยู่นอกเขตโซนนิ่ง จะเลี่ยงบาลีให้จดเป็นร้านอาหารมีดนตรี

       
สำหรับการก่อสร้างจะอยู่ในอำนาจของสำนักงานเขต หัวหน้าฝ่ายโยธา เป็นผู้รับผิดชอบทั้งการตรวจแบบและอนุญาตก่อสร้าง เมื่อสร้างเสร็จจะมีฝ่ายอนามัย ของกกทม.ไปตรวจสอบระบบ ทุกขั้นตอนเพื่อความรวดเร็วจะมีซองขาวบรรจุเงินสดแนบไปด้วยเสมอ พอสร้างเสร็จเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบก่อนอนุญาตให้เปิดบริการเจ้าของสถานบันเทิงต้องจ่ายอีกรอบ
         
ขณะที่หน้างานตำรวจ เมื่อ ผบช.น.เซ็นอนุมัติแล้ว จะมีชุดตรวจสอบของบช.น.ลงไปตรวจสอบว่าประกอบธุรกิจตรงตามที่ได้ขออนุมัติหรือไม่ มีตำรวจท้องและตำรวจ 191 คอยตรวจสอบซ้ำ อาทิ ปล่อยให้เยาวชนเข้าไปหรือไม่  จำหน่ายสิ่งผิดกฎหมาย อาทิ สุรา และบุหรี่ หนีภาษีหรือไม่ เปิดเกิดเวลาหรือไม่ แต่สถานบันเทิงส่วนใหญ่จะนอกกรอบอยู่แล้ว ด้วยการจ่ายส่วย เป็นความจริงที่อยู่คู่กับสถานบันเทิงทุกแห่งทั้งในกทม.และต่างจังหวัด
     
กรณีของโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จะเข้าข่ายที่นำเสนอหรือไม่ วิญญูชนพึงประเมิน แต่ถ้าติดตามข่าวจากชาวบ้านที่อาศัยย่านดังกล่าวพบความจริงว่าปิดบริการถึงตี 2หรือ 3 เป็นประจำ ตำรวจสน.พหลโยธิน ตั้งแต่ผกก. รองผกก.และสว.หรือที่เรียกกันติดปากว่า 5 เสือโรงพัก ตำรวจ 191 ไม่ระแคะระคายบ้างหรือว่าเปิดเกินเวลาและผิดวัตถุประสงค์ที่ขออนุญาตเป็นร้านอาหารและมีดนตรี แต่กลับเปิดลักษณะสถานบริการ
             

ส่วนเจ้าหน้าที่เขตจตุจักร ลงไปตรวจสอบไม่เจอเลยหรือว่าการก่อสร้าง ตกแต่งภายใน ระบบไฟฟ้า ทางหนีไฟ และความสูงของตัวอาคาร ถูกต้องหรือไม่ และประเมินหรือไม่ว่าถ้าผิดแล้วไม่สั่งแก้ไข พอเกิดเพลิงไหม้ ผู้ใช้บริการถึงขั้นเสียชีวิตและบาดเจ็บ เมื่อมองถึงบริบทโดยรวมบวกกับพฤติกรรมที่ต่างรับรู้ว่ากันถ้าจ่ายส่วยไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหน แม้จะผิดเพี้ยนแค่ไหนจะถูกปล่อยผ่าน จนสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั้งบาดเจ็บ เสียชีวิต และเสียทรัพย์ หลายครอบครัวเด็กๆต้องกำพร้าพ่อแม่ พ่อแม่สูญเสียลูกที่อยู่ในวัยทำงาน หลายครอบครัวต้องสูญเสียเสาหลัก

ดังนั้นถ้านายอนุทิน ไม่อยากให้เกิดเหตุซ้ำรอยแบบโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อีก ต้องสั่งดำเนินการคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักร ตำรวจสน.พหลโยธิน และตำรวจชุดตรวจสอบใบอนุญาต  แบบเฉียบขาด และที่สามารถทำให้เห็นได้ทันทีว่าเอาจริงคือสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงให้อออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตั้งกรรมการสอบสวนในทุกมิติทั้งมาตรา 157 เส้นทางเงิน รวมถึงให้ตรวจสอบ ผบช.น.และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ว่าปล่อยปละเลยหรือไม่ ?

ถ้านายอนุทินกล้าดำเนินการตามที่เสนอ จนส่งเจ้าหน้าที่ทีเกี่ยวข้องเดินคอตกเข้าคุกได้รวมถึงเอาผิดทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาระดับ บช.และบก.ได้ เชื่อว่าเหตุการณ์แบบโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คงไม่เกิดซ้ำรอยอีกแน่นอน แต่เชื่อว่านายอนุทินคงไม่กล้าพอ เพราะบทบาทในฐานะนายกฯจะหนักไปทางการละครมากกว่าเอาจริง !!!