จีน-ไทย จัดสัมมนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี ขณะวงเสวนา “วิกฤตพลังงานกับความยั่งยืน” ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และนักวิชาการ ร่วมถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก พร้อมเสนอเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ส่งเสริมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และต่อยอดความร่วมมือไทย-จีน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันที่ 9 ก.ค.69 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน กับความหวังพลังงานใหม่ เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยงานในวันนี้ ถือเป็นการเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทยจีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาโดยระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกแห่งการเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง โดยจีนมุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของจีดีพีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และพร้อมที่จะเป็นกำลังที่มั่นคงท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศตระหนักว่าความมั่นคงทางพลังงานไม่สามารถพึ่งพาช่องทางภายนอกได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างระบบพลังงานภายในประเทศให้สมบูรณ์
ในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เอกอัครราชทูตจีนเปิดเผยว่า จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ 60 ของทั้งหมด และไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วประเทศทุก 10 หน่วย จะมี 4 หน่วยที่เป็นไฟฟ้าสีเขียว รวมถึงมีเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจีนตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 ปริมาณการจ่ายพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ พลังงานลม แสงอาทิตย์ น้ำ และนิวเคลียร์ จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 ยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จนี้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การอุดหนุนจากรัฐบาลตามที่บางฝ่ายเข้าใจ ซึ่งทางออกที่แท้จริงของนานาประเทศคือการร่วมมือกันขยายตลาดและแบ่งปันนวัตกรรม
สำหรับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านพลังงานใหม่นั้น มีความเข้มแข็งและมีอนาคตที่สดใสอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในไทยแล้ว 8 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 5 แสนคันต่อปี ช่วยสร้างงานโดยตรงกว่าหมื่นตำแหน่งและกระตุ้นการจ้างงานในท้องถิ่นอีกกว่าแสนคน พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมวิศวกรไทยและดึงซัพพลายเชนชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ทั้งนี้ จีนได้เสนอแนวทาง 3 ข้อเพื่อยกระดับความร่วมมือ ได้แก่ การเสริมสร้างประสานยุทธศาสตร์และนโยบายด้านพลังงานร่วมกัน การขยายการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่มูลค่าพลังงานใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในท้องถิ่น

นอกจากนี้ นายจาง เจี้ยนเว่ย ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกระแสข่าวเรื่องทุนจีนสีเทา โดยเน้นย้ำว่าการลงทุนของจีนส่วนใหญ่ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้หลักการได้ประโยชน์ร่วมกันและมีแนวคิดที่จะหยั่งรากลึกเพื่อทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง ส่วนผู้กระทำผิดกฎหมายบางรายนั้น ควรถูกดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด แต่ไม่ควรนำคนกลุ่มน้อยนี้ไปเปรียบเทียบกับภาพรวมของชาวจีนและวิสาหกิจจีนทั้งหมดในไทย พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของจีนและไทยมีความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยล่าสุดการปฏิบัติการร่วมแม่น้ำโขง 4 ประเทศก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยให้ภูมิภาคอย่างมาก พร้อมทิ้งท้ายว่าสถานทูตจีนยินดีร่วมมือกับทุกภาคส่วนของไทยในการนำเสนอภาพรวมความร่วมมือที่เที่ยงธรรมและสมบูรณ์สู่ประชาชนเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีสืบไป

หลังจากจบช่วงปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ วิกฤตพลังงานกับความยั่งยืน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีบทบาทสำคัญในนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมของไทยมาร่วมระดมความคิดเห็น ได้แก่ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา นายบรม เอ่งฉ้วน โฆษกคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายกฤษฎา อุตตโมทย์ อดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย โดยมี นางสาวชญาน์ทิพย์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจจากสถานีข่าว TNN เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาต่างได้แสดงทัศนะและร่วมวิเคราะห์ทิศทางพลังงานใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-จีนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ตลอดการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกผันผวน กระทบต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิตสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน แม้ประเทศไทยจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการดูแลค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ภาครัฐยังต้องแบกรับภาระทางการคลังจำนวนมาก
นายบรม เอ่งฉ้วน กล่าวว่า การแก้ปัญหาพลังงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มแหล่งพลังงานใหม่ แต่ประชาชนต้องร่วมกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมองว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนด้านพลังงานสะอาดจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกฎหมายและมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงรถ EV ได้ง่ายขึ้น พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการปล่อยมลพิษและผลักดันประเทศสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ มองว่า ไทยต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเร่งเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า ปรับโครงสร้างระบบพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากขยะ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตภาคเกษตรผ่านแนวคิด Waste to Energy เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
ส่วนนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เสนอให้ประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์พลังงานและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง และการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากความร่วมมือไทย-จีนในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบราง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมร่วมกัน แทนการเป็นเพียงผู้นำเข้าเทคโนโลยี พร้อมผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และการลงทุนร่วม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
” วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่ควรเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้ประเทศไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เดินหน้าสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะจีน เพื่อยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต”

