ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยมีมติเอกฉันท์ ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก ช่วยเหลือประชาชน-เกษตรกร ส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง รองรับพลังงานทดแทน มีมติ 7 ต่อ 2
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีที่ สส. จำนวน 133 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นวินิจฉัย ว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง “การตราพระราชกำหนด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” หรือไม่
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า ในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ก. ในส่วนที่กำหนดให้นำเงินกู้ไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่วนประเด็นที่สอง มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ก. ในส่วนที่ให้นำเงินกู้ไปส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เช่นกัน
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดลเทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า บทบัญญัติเฉพาะส่วนแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงบัญชีท้าย พ.ร.ก. ในแผนงานหรือโครงการวงเงิน 200,000 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าว ส่งผลให้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เดินหน้าต่อตามกรอบที่กฎหมายกำหนด



