เลขาธิการฯป.ป.ส. เผย หลังดีเอสไอรับคดีเครือข่ายค้าเฮโรอีนข้ามชาติเป็นคดีพิเศษ จะมีการหารือร่วมกันวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ก่อนคาดว่าจะออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการฝั่ง สปป.ลาว ภายในสัปดาห์หน้า 2 คน พร้อมยืนยันเครือข่ายต้นทาง-กลางทาง-ปลายทางเชื่อมโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรมเดียวกัน และเตือนผู้ที่รับจ้างหิ้วของ อย่าอ้างว่าไม่รู้ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบแจ้งตำรวจทันที

วันที่ 7 ก.ค.69 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนขยายผลคดี น.ส.มีนา แอร์โฮสเตสสาวไทยที่ถูกจับกุมในประเทศออสเตรเลีย หลังลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศ ว่า ขณะนี้การสืบสวนสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในเครือข่ายได้เป็นลำดับ ตั้งแต่ต้นทางในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านประเทศไทย ไปจนถึงผู้รับหิ้วยาเสพติดและผู้รับปลายทางในต่างประเทศ
สำหรับกรณีที่นายอุทัยให้การว่า บุคคลชื่อ รินรินเป็นผู้โอนเงินค่าจ้าง และบัญชีหรือเพจเฟสบุ๊ค Rose Rose เป็นผู้ติดต่อให้นางสาวมีนารับขนเฮโรอีนนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามและรวบรวมพยานหลักฐาน
เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า จากการสืบสวนทั้งคดี น.ส.มีนา และคดีตรวจยึดเฮโรอีน 4 จุดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมลำเลียงไปประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน พบว่าเครือข่ายผู้รับหิ้วในประเทศไทยและผู้รับปลายทางในออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เป็นองค์กรอาชญากรรมยาเสพติดกลุ่มเดียวกันที่ใช้บุคคลชุดเดียวกันในการลำเลียงยาเสพติด
ความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับคดีเครือข่ายค้าเฮโรอีนข้ามชาติไปต่างประเทศไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว และในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคมนี้ พนักงานสอบสวนของดีเอสไอและ ป.ป.ส. จะประชุมหารือกำหนดแนวทางดำเนินคดีร่วมกัน โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งเป็นกลุ่มผู้โอนเงินและเจ้าของยาเสพติดในระดับพื้นที่ได้
เบื้องต้น พบว่ามีบุคคลสำคัญฝั่ง สปป.ลาว อย่างน้อย 2 คน ที่เป็นตัวการหลักของเครือข่าย แต่ยังอยู่ระหว่างขยายผลว่าเกี่ยวข้องในระดับใด รวมถึงยืนยันว่าขบวนการดังกล่าวมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
ส่วนความร่วมมือกับทางการออสเตรเลียนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้
พ.ต.ต.สุริยา ยังระบุว่า ผู้ต้องหาชาวไทยและสามีภรรยาชาวลาวที่ถูกจับกุมในจังหวัดเลย รวมถึงนายอุทัย ผู้ที่นำพัสดุไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันที่ว่าจ้างนางสาวมีนาลำเลียงเฮโรอีน และมีเป้าหมายจะว่าจ้างกลุ่มแอร์โฮสเตสรายอื่นๆอีกในการนำเฮโรอีนไปยังออสเตรเลีย แม้วิธีการนำยาเสพติดเข้าประเทศไทยจากประเทศเพื่อนบ้านจะแตกต่างกัน แต่ผู้รับหิ้ว ผู้รับฝาก และผู้รับปลายทางเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังพบว่า ขบวนการดังกล่าวใช้ทั้งลูกเรือสายการบินและประชาชนทั่วไปที่รับจ้างหิ้วยาเสพติดเป็นอาชีพ โดยมีการว่าจ้างเป็นกิจลักษณะ
เลขาธิการ ป.ป.ส. อธิบายว่า ปัจจุบันการลำเลียงเฮโรอีนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปต่างประเทศ มี 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบแรก เมื่อข้ามแดนเข้ามาทางชายแดน ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดนครพนมหรือจังหวัดเลย จะใช้การฝากส่งเป็นพัสดุเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนรูปแบบที่สอง เป็นการส่งต่อแบบมือชนมือ โดยนัดรับส่งของระหว่างทาง หลังลำเลียงข้ามแดนเข้ามา อาจใช้รถทัวร์หรือรถโดยสารเดินทางเข้าพื้นที่ ก่อนมีผู้รับจ้างนำของไปส่งต่อให้ผู้รับหิ้วในกรุงเทพมหานคร
พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนไปยังนักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งว่า ขบวนการค้ายาเสพติดไม่เลือกเหยื่อว่าจะประกอบอาชีพใด หากต้องการหารายได้จากการรับจ้างหิ้วสัมภาระ ผ่านการขายน้ำหนักกระเป๋า ก็มีโอกาสถูกหลอกใช้ได้ทุกคน จึงไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้ได้ หากพบว่าสิ่งของที่ได้รับฝากมีลักษณะผิดปกติ ควรรีบนำไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพราะหากถูกตรวจพบยาเสพติดภายหลัง จะไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่าไม่ทราบเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้

