ปุจฉา!.?เมืองไทยยุคนี้มีข้าราชการคิดดี แบบอดีตอธิบดีปค.ถึง 5%ไหม ?                   

4

ห้วงเวลานี้หากจับความรู้สึกของประชาชนที่สะท้อนสื่อโซเชียลหรือวงสนทนาต่างๆประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่นของพวกข้าราชการและนักการเมืองทุกระดับถูกกล่าวขานมากที่สุด ยิ่งเจอข่าวจับโกงสอบบรรจุเป็นข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้ร้อนแรงขึ้น


                 
ครั้นติดตามท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เกิดความไม่แน่ใจว่าคติที่ยึดมาตลอดว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม จะใช้ได้ผลกับคดีโกงสอบท้องถิ่นหรือไม่ เพราะผลสอบสวนที่แถลงเจอแค่ระดับปลายแถว 5 คนเท่านั้น
                   
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วทั้งนักวิชาการ นักการเมืองฝ่ายค้านมองว่าถ้าผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใหญ่จริงคงทำไม่ได้เพราะโกงระดับประเทศ และต้องทำเป็นขบวนการโดยใช้ข้าราชการเป็นกลไก  จึงอดที่จะมองไม่ได้ว่าปิดชื่อถือพฤติกรรมแค่การละคร
                   
แต่ผลจากคดีทำให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่พยายามให้ฉายาตัวเองว่าราชสีห์ ถูกมองแบบติดลบถึงขั้นไร้เครดิตก็ว่าได้ และอดที่จะตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่ายังมีข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยหรือข้าราชการอื่นๆทั่วประเทศมีติดดีถึง 5 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ?
                       
ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่เกิดจากได้สัมผัสจังหวะที่ไปติดต่อราชการรวมถึงติดถามจากข่าวที่ฉาวโฉ่ให้เห็นแบบรายวัน แต่ในเสียย่อมมีดีอยู่ที่กล้ายืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องและปกป้องผลประโยชน์ชาติ
               
แม้จะมีการเผยแพร่จากสื่อต่างๆไปแล้วแต่”จอมารน้อย”ขอจารึกไว้ที่สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ ผ่านคอลัมน์”ดาวดำวิพากษ์ข้อเท็จจริง” เพื่อยืนยันว่ายังมีข้าราชการติดดีที่ไม่เกรงกลัวอิทธิพลอยู่จริง เขาชื่อ “ศักดิ์ชัย แดงฮ่อ” อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  
                   
โดยนายศักดิ์ชัย โพสต์เฟสบุ๊คว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เดินทางไปศาลอาญา เพื่อดำเนินการในคดี ขอย้อนเหตุการณ์ว่าเมื่อปี 2560 ก่อนศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 แก่นของคดีอยู่ที่ความพยายามเรียกร้องค่าเวนคืนที่ดินจากโครงการมอเตอร์เวย์สาย 7 ตัดผ่านพื้นที่ตำบลหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
               
“ผู้ต้องหาเป็นคหบดีใหญ่เมืองพัทยา ได้ที่ซื้อที่ดินราคาจริง 99 ล้านบาท ภายหลังนำไปจดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินบางละมุง มูลค่าสูงถึง 823 ล้านบาท ความผิดปกติอยู่ตรงส่วนต่างมหาศาลกว่า 724 ล้านบาท”นายศักดิ์ชัยระบุพร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดตัวเลขนี้จึงสำคัญ ? เพราะราคาจดทะเบียนถูกนำไปใช้เป็นฐานการเรียกร้องค่าเวนคืนจากรัฐ หากรัฐยอมรับตัวเลขนี้ เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาลอาจถูกจ่ายไปโดยมิชอบ

                   
นายศักดิ์ชัย ระบุอีกว่าย้อนกลับไปปี 2557 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอบางละมุง เป็นหนึ่งในกรรมการพิจารณาเวนคืนเขาเปิดเผยในที่ประชุม กรรมการทุกคนเห็นชอบตามราคาที่ฝ่ายผู้ถือครองเสนอ มีผมเพียงคนเดียวที่คัดค้าน หลังจากนั้นลงพื้นที่หาตัวผู้ขายจริงและพบข้อเท็จจริงอันสำคัญว่าราคาขายจริง 99 ล้านบาทเท่านั้น 
                 
“หลังได้หลักฐานชัดเจน จึงยื่นเรื่องให้คณะกรรมการทบทวนมติใหม่ ท้ายที่สุดมีการปรับการประเมินกลับมาใกล้เคียงราคาซื้อขายจริง แต่เรื่องไม่จบ ในปี 2560 เลื่อนขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมการปกครอง คู่กรณียื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกล่าวหาให้อำนาจกลั่นแกล้ง”นายศักดิ์ชัยระบุและว่าได้สู้คดีเต็มที่ จนศาลพิพากษายกฟ้อง จากนั้นได้ฟ้องกลับข้อหาให้การเท็จและเบิกความเท็จในที่สุดศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ให้จำคุกจำเลย 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา

                 
“เขาคงไม่คิดว่าจะมีคนแบบผมเพราะเขาติดสินบนข้าราชการ จนคิดว่าข้าราชการทุกคนใช้เงินซื้อได้หมดแต่ไม่ใช่ผม”
นายศักดิ์ชัยระบุ
     
หากติดตามความเห็นต่อท้ายจะพบแต่เสียงชื่นชม อาทิ ขอคาราวะต่อข้าราชการน้ำดีที่เหลือน้อยเต็มในระบบราชการไทย หรือถ้ามีข้าราชการแบบนี้สักแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ประเทศไทยคงเจริญกว่านี้ หรือ ยิ่งตำแหน่งสูงหาช่องคอร์รัปชั่นก้อนใหญ่ขึ้น ขอบคุณที่ท่านลงแรงไม่ยอมปล่อยผ่าน 
         
ถ้ามองย่างวิเคราะห์ในช่วงเวลาที่คัดค้านคงถูกกลุ่มการเมืองในพื้นที่หรือพวกบ้านใหญ่กดดันหนัก และคิดว่าคงสู้แบบเดียวดายโดยไม่มีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยค่อยสนับสนุนแน่นอน เพราะไปขวางเหยื่อชิ้นโตที่กำลังจะเข้าปากอยู่แล้ว ถ้าสำเร็จเหยื่อชิ้นนี้คงถูกแบ่งส่งต่อถึงระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยแน่นอน
           
ยิ่งบทสรุปท่อนที่ว่าคิดว่าข้าราชการทุกคนใช้เงินซื้อได้หมด เป็นการสรุปแบบตรงเป้ามากเพราะทุกวันทุกแวดวงต่างรับรู้รับทราบว่าขอให้มีเงินสามารถซื้อได้หมด แม้แต่ความยุติธรรม และสังคมทุกวันนี้ขอให้เงินสามารถบันดาลได้ทุกอย่าง ธุรกิจสีเทาเฟื่องฟู แก๊งค้ายาเกลื่อนเมือง คือหลักฐานยืนยันได้ที่สุด
           
ที่สำคัญข้าราชการแบบนายศักดิ์ชัย หายากยิ่งกว่างมเข้มในมหาสมุทร เพราะส่วนใหญ่รู้ดีว่าถ้าประพฤติตัวแบบนายศักดิ์ชัย โอกาสแจ้งเกิดตำแหน่งอธิบดีหรือปลัดกระทรวงฯช่างมืดมนเหลือแสน
          จึงทำให้ไม่แน่ใจว่าข้าราชการเมืองไทยยุคนี้ติดดีหรือเป็นข้าราชการพันธุ์ดีมีเกิน 5 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ?!!