หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวความคิดในการป้องกันภัยทางอากาศร่วม มีสาระสำคัญดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำเสนอแนวความคิดในการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบบูรณาการ (Joint Integrated Air and Missile Defense : Joint IAMD) โดยมีหน่วยระบบอัตโนมัติและป้องกันภัยทางอากาศร่วม (Joint Autonomous and Air Defence Force : JAAF) ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capabilities Command: JCC) ซึ่งได้เริ่มทดลองปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นหน่วยรับผิดชอบ โดยได้วิเคราะห์บทเรียนจากการรบและภัยคุกคามทางอากาศ วิเคราะห์ขีดความสามารถและกำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติของกองทัพไทย ซึ่งจะต้องมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่เชื่อมโยงกัน มีระบบภาพสถานการณ์ร่วม มีระบบสกัดกั้นและทำลายที่หลากหลาย ตลอดจนแบ่งมอบความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะรับผิดชอบในภาพรวม กองทัพอากาศเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสนธิระบบการเฝ้าตรวจทางอากาศของกองทัพไทยและการป้องกันส่วนรวมเป็นพื้นที่ (Area Defense) โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะตำบล (Point Defense) และการป้องกันตนเอง (Self Defense) ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำแนวความคิดดังกล่าวไปปรับปรุงแผนป้องกันภัยทางอากาศ (ทปอ.) และกำหนดแนวทาง การพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศร่วมของกองทัพไทยต่อไป 

กองทัพบก นำเสนอบทเรียนจากการรบและแนวความคิดในการพัฒนาขีดความสามารถสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนพลีชีพขนาดเล็ก โดยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการระบบอาวุธประจำกายและอาวุธประจำหน่วย เพื่อให้หน่วยที่มีความคล่องตัวและมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองขั้นต้น (Self Defense) ในเขตหน้า โดยครอบคลุมทั้ง ระบบการตรวจจับ (Sensor) ระบบอาวุธยิงตรง (Shooter) และระบบการควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) สำหรับแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับในภาพรวม กองทัพบกจะบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับร่วมกัน ระหว่างหน่วยดำเนินกลยุทธ์ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้องและลดความซ้ำซ้อน ในส่วนของระบบควบคุมบังคับบัญชา (C2) ที่จะจัดหาในอนาคตจะต้องมีมาตรฐานระบบเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อให้เกิดภาพสถานการณ์ทางอากาศร่วมในสนามรบ ส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาสามารถควบคุม ประสานห้วงอากาศ และตกลงใจแบ่งมอบเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กองทัพเรือ นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบทั้งด้านการทหาร และเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ฐานทัพ ท่าเรือ หน่วยทหาร พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โดยมีการแจ้งเตือนสถานการณ์ (Alert Situation) ผ่านระบบตรวจจับของกองเรือ หน่วยป้องกันชายฝั่ง และเซนเซอร์ต่าง ๆ ซึ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางอากาศกับกองทัพอากาศและหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ร่วม (Common Operational Picture : COP) มีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) และศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาค (ศปภ.ทรภ.) เป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) ขณะที่หน่วยเรือและหน่วยปืนต่อสู้อากาศยานชายฝั่งทำหน้าที่เป็นหน่วยยิง (Shooter) เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Air Command and Control System (ACCS) ของกองทัพอากาศ และระบบ COP สำหรับการปฏิบัติการในทะเลจะใช้การบูรณาการเซนเซอร์และอาวุธประจำเรือร่วมกับการจัดอากาศยานลาดตระเวน รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลกับกองทัพอากาศผ่านระบบ Tactical Datalink เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วม นอกจากนี้ยังมีการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยพัฒนาระบบตรวจการณ์ระยะไกลด้วยเรดาร์ ระบบตรวจการณ์จากอากาศยานและสถานีเรดาร์ชายฝั่งครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เสริมสร้างอาวุธต่อสู้อากาศยานของเรือและหน่วยยิงในพื้นที่ทางบก ตลอดจนพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสงครามยุคปัจจุบัน

กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยได้กำหนดแนวคิดในการป้องกันภัยทางอากาศในลักษณะระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงขีดความสามารถด้านการบัญชาการและควบคุม ระบบตรวจจับ และการใช้กำลังเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้สามารถควบคุมห้วงอากาศ ป้องกันพื้นที่สำคัญ รวมทั้งตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการและเขตป้องกันทางอากาศเพื่อการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างเหมาะสม ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถตามแผนการพัฒนาการป้องกันทางอากาศ รวมทั้งดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ นอกจากนี้ กองทัพอากาศอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้านอากาศยาน ซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ” ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการการดำเนินงานต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมรองรับภัยคุกคามทางอากาศในทุกรูปแบบ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับกองทัพไทยภายใต้ระบบการป้องกันภัยทางอากาศของประเทศ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งมีความเชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ และการสู้รบ โดยได้มีการตรวจค้นและจับกุมอากาศยานไร้คนขับที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงหรือกระทำผิดกฎหมาย ดำเนินการรวบรวมข้อมูล สืบสวน และแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินภัยคุกคาม นำไปสู่การวางแผนการรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ บุคคลสำคัญ และการประชุมระดับชาติ ตลอดจนได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมุ่งเน้นการตรวจจับ ติดตาม และตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีเอกภาพ ระหว่างเกิดเหตุ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเครือข่ายนำเข้า จัดเก็บ และลำเลียงอุปกรณ์ เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม ตั้งแต่ต้นทาง และยกระดับความมั่นคงของประเทศในภาพรวมอย่างยั่งยืน 

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดการพัฒนาขีดความสามารถระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วม มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img