ปัตตานี – คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาของพื้นที่ชายแดนใต้ โดยใช้ “งานวิจัย” เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และภาคีเครือข่าย เปิดเวที “PATTANI Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystem” ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษา และระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของจังหวัดปัตตานี เพื่อผลักดันจังหวัดสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน โดยมี นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องการนำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ พร้อมด้วย ผศ.ดร.อัตชัย เอื้ออนันตสันต์ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับและบรรยายพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของจังหวัด และ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี บรรยายพิเศษในหัวข้อ อนาคตการศึกษาจังหวัดปัตตานี : โอกาส ความหวัง และการพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษจาก ผศ.ดร.วรรณดี สุทธินรากร ผู้แทนหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผศ.ดร.วรภาคย์ ไมตรีพันธ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม วิทยาเขตปัตตานี และ ดร.ชารีฟท์ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่และการเชื่อมโยงบริบทท้องถิ่นกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมทั้งเปิดเวทีระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และออกแบบแนวทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เชื่อมโยงทุนทางสังคมและวัฒนธรรม และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน
งานในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายชั้นนำ อาทิ คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), THAILAND RISE FUND, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี, มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาการศึกษา (Education Sandbox) จังหวัดปัตตานี เพื่อร่วมกันปักหมุดหมายใหม่ให้กับการศึกษาไทยในระดับภูมิภาค ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงอัตลักษณ์และความไว้วางใจ เพื่อยกระดับสมรรถนะตามความต้องการของท้องถิ่นและสากล ภายใต้กลไกการกระจายอำนาจในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดปัตตานี” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บพท. รศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วยคณะนักวิจัย

นายตติยภัทร์ กล่าวว่า ศธ. พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเสียงสะท้อนจากพื้นที่สู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาสอดคล้องกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดยจังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ และมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของประเทศได้ ศธ.กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาทางเลือก และโฮมสคูล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความถนัดและเป้าหมายของตนเอง ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านโครงการ Thai Zero Dropout ซึ่งมุ่งติดตามและนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อีกครั้ง
โฆษก ศธ. ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันมุ่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนควบคู่กับการลดภาระงานครูภายใต้นโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสิทธิของผู้เรียนและครู โดยมีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพครูและนักเรียน ทั้งนี้ปัตตานีมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะศักยภาพของเด็กและเยาวชนที่ใช้ได้หลายภาษา หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างโอกาสทั้งด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การพัฒนาการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “All for Education” เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.อัตชัย กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อน “เมืองแห่งการเรียนรู้” จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยปัตตานีมีต้นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง สำหรับแนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบขององค์การยูเนสโกนั้นไม่ได้วัดจากจำนวนสถานศึกษา แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งนี้ ม.อ.ปัตตานี มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาในฐานะศูนย์กลางประสานความร่วมมือ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากภาควิชาการไปสู่การพัฒนาพื้นที่ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานีได้กล่าวถึง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ว่า เป็นกลไกที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างภาครัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่น และประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเน้นบทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ ในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ควบคู่กับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ขณะที่ นางพาตีเมาะ กล่าวว่า การพัฒนาปัตตานีสู่เมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องยึดโยงกับบริบท วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาทางเลือก ปัตตานีมีต้นทุนสำคัญจากความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักคิดด้านการแสวงหาความรู้ตามหลักศาสนา ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นรากฐานของการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ การพัฒนาการศึกษาเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ยกระดับคุณภาพคน และขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดปัตตานีอย่างยั่งยืนในอนาคต

