ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีแจ้งความเท็จ ระหว่าง “ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรี” กับ “ปู มัณฑนา หิมะทองคำ” เช้าวันนี้ (22 มิ.ย. 69) โดยลูกหมีเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ ยืนยันมั่นใจในพยานหลักฐาน หลังศาลคดีแพ่งเคยวินิจฉัยว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ลั่นไปให้สุดที่คุก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีแจ้งความเท็จ ซึ่ง น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี หรือ “ลูกหมี” เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางมัณฑนา หิมะทองคำ หรือ “ปู มัณฑนา” เป็นจำเลย บรรยากาศก่อนเข้าฟังคำพิพากษา ลูกหมีเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ โดยเปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจมาเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันว่ามีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อศาล เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลในคดีแพ่งได้มีคำพิพากษาแล้วว่า ตนไม่ได้มีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้หรือกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา
ลูกหมี ระบุว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งว่าตนไม่ได้กระทำผิด แต่ฝ่ายคู่กรณียังคงไปแจ้งความดำเนินคดีในลักษณะที่เห็นว่าไม่เป็นความจริง จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจเข้าแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ย้ำว่า ปู มัณฑนา เป็นฝ่ายจำเลยชักชวนให้ร่วมลงทุน ซึ่งทุกอย่างมีเอกสารครบถ้วน แต่กลับมีการกล่าวหาว่าตนปล่อยเงินกู้ ทั้งที่ไม่เคยมีหลักฐานใดมายืนยันได้ว่าตนประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้หรือปล่อยกู้ให้บุคคลใด มีเพียงคำกล่าวอ้างเท่านั้น
นอกจากนี้ ลูกหมี ยังยืนยันว่า ตนประกอบธุรกิจและสร้างแบรนด์แว่นตา ไม่ได้มีอาชีพปล่อยเงินกู้ตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่าที่ผ่านมายังมีคำกล่าวหาหลายเรื่องที่ไม่เป็นความจริง แต่ตนไม่ได้ดำเนินคดีเพิ่มเติม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสีหน้าและท่าทีที่ดูผ่อนคลายและยิ้มแย้มในวันนี้ ลูกหมีกล่าวว่า แม้จะยังมีเรื่องเงินจำนวน 2 ล้านบาทที่ยังไม่ได้รับคืน แต่พยายามแยกเรื่องคดีความออกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกข์ก็ส่วนทุกข์ คดีก็คือคดี ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ ส่วนเงิน 2 ล้านบาทเป็นเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต ก็ยังต้องการให้ได้รับคืน หากยังไม่ได้คืนก็จะติดตามทวงถามตามสิทธิต่อไป
ด้านทนายความของลูกหมี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ฝ่ายจำเลยเคยไปแจ้งความไว้ที่ สน.ทองหล่อ โดยคดีที่ยื่นฟ้องมีทั้งข้อหาแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สาม ต้องรอฟังว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร หากศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิด ก็อาจมีโทษตามกฎหมาย แต่หากศาลยกฟ้อง เราก็ต้องเคารพคำพิพากษาและดำเนินการตามสิทธิในขั้นตอุทธรณ์ต่อไป
ทนายความ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าลูกหมีไม่ได้ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้ โดยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากการร่วมลงทุน ก่อนจะมีการแปลงหนี้จากเงินลงทุนเป็นสัญญาเงินกู้วงเงิน 2 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีการคืนเงินลงทุนและไม่มีการจ่ายผลตอบแทนตามที่ตกลงกัน
ทั้งนี้ ในสัญญาดังกล่าวมีการระบุอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีอย่างชัดเจน ซึ่งฝ่ายโจทก์เห็นว่าไม่ได้เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหา โดย ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาของศาลว่าการแจ้งความของฝ่ายจำเลยเป็นการกระทำโดยรู้ว่าไม่เป็นความจริงหรือไม่ และมีเจตนากลั่นแกล้งให้ลูกหมีต้องถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่ ซึ่งจากแนวทางการสืบพยานที่ผ่านมา ฝ่ายโจทก์ยังคงเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่มีอยู่ และเห็นว่าฝ่ายจำเลยยังไม่สามารถนำหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าฟังคําพิพากษาศาลลูกหมี ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า” ไปให้สุดที่คุก ไม่เอาแล้ว2 ล้าน จะเอาเลข4″

