“ทนายตั้ม”คัมแบ็ค บุก DSI แฉปมฮั้วประมูล AOT มูลค่ากว่า 75 ล้าน ยอมรับแค้นมากแต่ยื่นเพื่อชาติ

448

“ทนายตั้ม” นำหลักฐานใบเสนอราคา-ข้อมูลการติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ยื่น DSI ตรวจสอบปมฮั้วประมูลโครงการของ AOT มูลค่ากว่า 75 ล้านบาท อ้างพบความเชื่อมโยงเจ้าของบริษัทเอกชน สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตรองนายกฯ ยอมรับ “แค้นมาก” หลังถูกดำเนินคดี แต่ยืนยันร้องเรียนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ด้าน DSI ระบุเป็นข้อมูลใหม่ เตรียมตรวจสอบก่อนเสนอรับเป็นคดีพิเศษ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน หรือ ทนายตั้ม นำหลักฐาน ใบเสนอราคารับงานประมูลโครงการของรัฐ เกี่ยวกับการก่อสร้างเลนสำหรับรองรับผู้โดยสาร ระบบกล้องวงจรปิดข้อมูลภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ของกลุ่มบุคคลหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวมองว่าอาจจะเข้าข่ายเกี่ยวกับการฮั้วรับงานของบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด มหาชน หรือ AOT มามอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI

นายษิทรา เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนเองนำเอกสารหลักฐานมามอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เพราะมองว่าคดีนี้เข้าข่ายเป็นคดีฮั้ว และเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อรัฐ อีกทั้งยังไม่ไว้การทำงานของตำรวจ

โดยเอกสารหลักฐานที่นำมา จะเผยให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างนายเขมวัฒน์ บัวลาศ และนางพจมาน บัวลาศ เจ้าของบริษัทปีเตอร์ วิชั่นจำกัด ที่ได้รับงาน ซึ่งเป็นพยานในคดีของตัวเอง กับสื่อมวลชนอาวุโส โดยมีอดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลที่แล้ว เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ในการจัดสรรให้งานในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 75 ล้านบาท

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การมาร้องครั้งนี้เป็นการแก้แค้นใช่หรือไม่ ทนายตั้มยอมรับว่าแค้นมาก เพราะตนเองถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว อยู่ในคุกไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ แต่เห็นว่ากรณีนี้เป็นความผิดต่อรัฐที่มีการฮั้วประมูล โดยมีพยานในคดีของตนไปเกี่ยวข้อง จึงมาร้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศก่อน ส่วนเรื่องความแค้นส่วนตัวนั้นค่อยว่ากันอีกที

ที่ผ่านมาตนเองเหมือนถูกรุมสกรัม แม้แต่คนรอบข้างอย่างลูกน้องคนสนิทก็มาหักหลัง ได้รับการโอนเงินจากฝ่ายตรงข้ามเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งตนเองก็มีหลักฐานเส้นเงินการได้รับเงินด้วย

ด้านพันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า หลังจากนี้ จะนำหลักฐานที่ได้รับมาตรวจสอบ โดยการร้องทุกข์ กล่าวโทษครั้งนี้นับเป็นข้อมูลใหม่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่เคยได้รับข้อมูลมาก่อน ซึ่ง หลังตรวจสอบแล้วเสร็จก็จะส่งเรื่องต่อไปให้อธิบดีกรมกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป